Welcome to Sawangburi!

     เมนูหลัก
· หน้าแรก
· ดาวน์โหลด ใหม่ล่าสุด
· สาระธรรม
· สารบัญเว็บ
· แบบสำรวจ
· ยอดฮิตติดอันดับ
· สถิติการเข้าชม
· ติดต่อผู้จัดทำ
· แนะนำและบอกต่อ
· ค้นหา

     สำหรับสมาชิก
· เข้าระบบ/สมัครสมาชิก
· ข่าวสารส่วนตัว
· วารสารสมาชิก
· รายนามสมาชิก
· เผยแพร่ข่าวสาร
· เรื่องทั้งหมด
· เรื่องทั้งหมดสำหรับพิมพ์
· ห้องสนทนา
· ออกจากระบบ

     ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่
ขณะนี้มี 109 บุคคลทั่วไป และ 22 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

 รวมคำสอนหลวงปู่: นิวรณ์ สภาวะที่ขัดขวางความดี

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆวันนี้ หลวงปู่จะขอพูดให้ลูกหลานฟัง เพราะบางคนก็เข้าใจดีแล้ว บางคนก็ยังไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป หรือบางคนก็พอรู้จัก อุปสรรคที่มันขวางกั้นจิตใจไว้ หรือที่เราเรียกว่าตัวนิวรณ์

นิวรณ์นี่ ถ้าเราแปลโดยหลักธรรม ก็จะแปลว่า สภาวะที่ขัดขวางความดี ความงาม ความก้าวหน้า ความเจริญในทางธรรม นิวรณ์นี่ ลูกเอ๊ยหลานเอย มันเป็นกิเลสขั้นละเอียดที่มันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน มันเป็นกิเลสที่ปิดกั้นดวงจิตดวงใจของเราเอาไว้ ไม่ให้ดวงจิตดวงใจดวงนี้มันสะอาด มันสว่าง มันสงบ เกิดขึ้น ทำให้จิตใจของเราเศร้าหมอง มืดมัว เร่าร้อน เป็นความกลุ้มอกกลุ้มใจ บางทีนี่ลูกหลานทั้งหลายรู้จักตัวนิวรณ์ แต่ยังไม่เข้าใจถึงตัวนิวรณ์

นิวรณ์นั้นคืออะไร นิวรณ์คือ กามฉันทะ 1 พยาบาท 1 ถีนมิทธะ 1 อุทธัจจะกุกกุจจะ 1 วิจิกิจฉา 1 หลวงปู่ก็จะขอพูดถึงเรื่อง กามฉันทะ คือความรู้สึกพึงพอใจในกามคุณทั้งหลาย หรือตัณหาทั้งหลาย ที่มันพยายามเป็นเครื่องร้อยรัด ผูกมัด อยู่ในจิตในใจ ถ้าเราจะมาแปลกามฉันทะคือความพอใจในกามคุณทั้งหลาย กามก็คือความใคร่ ความยินดีในรสชาติ ในความรู้สึกของอารมณ์ใจอันเป็นสุข กามตัณหานั้นคือความใคร่ ที่อยากได้วัตถุธรรม ที่สนองทางอารมณ์ อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผู้เสพกามเป็นเนืองนิตย์ จะเหมือนกับว่ามันผูกติดกับเครื่องร้อยรัด และก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญพระกรรมฐาน ส่วนกามฉันทะ ไม่ว่าสัตว์หรืออะไรก็แล้วแต่ หรือจะเป็นคนก็ดี เมื่อบุคคลใดได้เสพซึ่งกามฉันทะ มันจะสามารถสนองตัณหาได้ครบ ทั้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และก็ใจ เช่น การมีเสพต้องเมถุน เป็นต้น การเสพต้องเมถุนนั้นเพื่ออะไร เพื่อการแพร่เผ่าพันธุ์ให้มีมนุษย์เกิดขึ้น แต่บางคนมันก็บ้า ไอ้ฉิบหายจังไรทั้งหลาย ไอ้พวกนี้บ้าจนเกินความพอดี อย่างไม่รู้จักคำว่าพอดีในกามทั้งหลาย กามฉันทะนี่ที่มันให้โทษอย่างมากมาย บางคนนี่ติดหวย ติดการพนัน ติดละคร ติดหนัง ติดลิเก เมื่อเห็นที่ไหนไม่ได้ อย่างพวกชอบลิเกนี่ มีลิเกที่ไหนไม่ได้กูต้องไป บางคนก็ติดเหล้า ติดยา เมามาย พอใจในกามทั้งหลาย บางคนก็ชอบสะสมเครื่องอันเป็นกิเลสให้แก่ตัวเอง คือชอบสะสมแก้วแหวนเงินทองทั้งหลาย บางคนก็บ้า ไอ้พวกนี้บ้าเห่อยศเห่อตำแหน่ง ไม่รู้จักคำว่าพอดี มียศถาบรรดาศักดิ์หน่อยก็บ้า นี่เรียกว่าไอ้พวกบ้าในกามทั้งหลาย เพราะว่าคนเรานั้นอวิชชาเป็นรากแก้ว โดยที่กามฉันทะนำไปซึ่งความโง่ นำไปสู่ตัวเวทนา ตัณหา และอุปปาทานทั้งหลาย เป็นบ่อเกิดแห่งราคะ โทสะ โมหะ ถ้าเรามาพิจารณาแล้วนี่ บางคนก็บ้าสวยบ้างาม เกิดมาโดยธรรมชาติ ตกแต่งโดยธรรมชาติไม่พอ พวกนี้ต้องทำทุกวิถีทาง คือไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ บางคนก็บ้าไปแต่งสวยแต่งงาม หมดกันเป็นแสนสองแสนสามแสนสี่แสน แล้วแต่ความพึงพอใจ แล้วก็รู้สึกว่ามีความชอบใจในสิ่งที่ตัวเองตกแต่ง นั่นอีพวกบ้า พวกเปรตนรกทั้งหลาย พวกควายใต้ถุนทั้งหลาย

2. พยาบาท พยาบาทนั้นหมายถึงปองร้าย มุ่งกระทำร้ายโดยเจตนา เจตนาร้ายโดยตรง พยาบาทคือความกระทบกระทั่งของจิต รู้สึกมันหงุดหงิดเอนเอียงไปในทางที่จะเบียดเบียนผู้อื่น โกรธเขาพยาบาทเขา อิจฉาริษยาเขา ความรู้สึกชั่วมันเกิดขึ้นในใจตลอดเวลา เป็นคนมักโกรธ เป็นคนมักอาฆาต ปกติคนเรานี่จะไม่อาฆาตพยาบาทใครบ่อยนัก ยกเว้นคนที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวเองมากจนเกินไป ในยามที่กำลังเกิดตัณหา อวิชชามันครอบงำเอาไว้นี่ ไอ้พวกนี้นี่ใครทำตามอารมณ์ใจมันก็ว่าดี ใครไม่ทำตามอารมณ์ใจมันก็ว่า โกรธเคืองเขาขึ้นมา คนที่ชอบตามใจตัวเอง เห็นแก่ตัว เห็นแก่จิตแก่ใจ เป็นคนคับแค้น และเป็นคนโกรธง่าย คนพวกนี้เป็นคนชอบผูกพยาบาทผู้อื่น คนมีนิสัย พยาบาทนี่หน้าตาผิวพรรณไม่ผ่องใส เพราะพยาบาทนอกจาเป็นอุปสรรคหรือศัตรูตัวฉกาจของการเจริญสมาธิกรรมฐานแล้ว ยังเป็นสันดานเลวร้ายที่ตัดมิตรไม่เป็นการสร้างมิตร แต่เป็นการสร้างศัตรูไม่มีใครอยากอยู่ใกล้สักคนเดียว ถ้าใครอยู่ใกล้แล้วนี่ กลัว กลัวในความบ้าของคนเหล่านี้ พยายามทำตัวหลีกหนีจากคนเหล่านี้ให้ห่างไกล มันเป็นตัวขวางกั้นสวรรค์และนิพพาน แต่มันจะส่งเสริมให้คนเหล่านี้ไปนรก ไปอบายภูมิอย่างง่าย ๆ

3. ถีนมิทธะ เป็นนิวรณ์ตัวที่ 3 คือความง่วงเหงาหาวนอน หดหู่ ละเหี่ยใจ ถีนมิทธะนี่แปลว่าจิตใจเศร้าโดยไม่มีเหตุไม่มีผล หดหู่ละเหี่ยใจ มึนชาง่วงซึมทั้ง ๆ ที่นอนเต็มอิ่มแล้ว ถ้าภาษาพูด พูดง่ายๆ ว่า ไอ้พวกที่ใจเสื่อม คนเราเวลานั่งคุยกัน นั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งดูหนัง ดูละคร อะไรก็แล้วแต่ จะไม่ง่วงนอน แต่พอเริ่มจะอ่านตำราเรียนบ้าง หนังสือธรรมะบ้าง จะเริ่มง่วงนอน ไม่รู้ว่านิวรณ์ตัวนี้นี่มันก่อให้เกิดกิเลสได้อย่างไร มันจะเริ่มหาวเริ่มง่วงนอนทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางคนเวลาเจริญพระกรรมฐานด้วยแล้วนี่ บางคนสัปหงกเลย หรืออาจจะเผลอหลับไปในระหว่างเจริญพระกรรมฐาน ผู้ใดก็แล้วแต่ที่ไม่สร้างสติให้เข้มแข็ง ไม่ติดตามลมหายใจหรือดูอารมณ์ใจตัวเองแล้ว จะหลงหลับในขณะที่เจริญกรรมฐานง่าย ๆ ซึ่งจะติดเป็นนิสัย และจะถูกถีนมิทธะครอบงำได้ตลอดเวลา

ความง่วงเหงาหาวนอนนี่มักจะเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่ออารมณ์ใจเราว่างเกิดขึ้น มักจะเกิดความง่วงเหงาหาวนอนได้ง่าย ๆ ขึ้น มันน่าแปลก ไอ้ที่เป็นอกุศลกรรม พอจะปฏิบัติธรรมหรือฟังธรรมอยู่ก็ดี หรืออ่านหนังสือธรรมะก็ดี มันชอบง่วงเหงาหาวนอน แต่ถ้ามันเลินเล่อไปตามอารมณ์ของกิเลส แหม..มันสามารถนั่งอยู่ได้เป็นวัน ๆ นี่คือตัวถีนมิทธะ

4. อุทธัจจะกุกกุจจะ แปลว่าความฟุ้งขึ้น โดยความหมายได้แก่ ความตื่นเต้นหรือความทึ่ง โดยทั่วไปคนเราย่อมจะมีความตื่นเต้นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มากระทบกับความอยาก ความหวัง ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตนของตนเอง บางทีอารมณ์มันก็ฟุ้งไปตามกระแสความคิดของมัน คนที่จะมุ่งเจริญกรรมฐานเพื่อหวังสัมผัสทางจิต เห็นเทวดา นางฟ้า เห็นสวรรค์ เห็นนรก เพื่ออะไร เพื่อความตื่นเต้น บางคนหวังมีฤทธิ์มีเดช มีความอยู่ยงคงกะพัน ความหวังต่าง ๆ เหล่านี้ หากเราได้สัมผัสได้เห็นเข้าจริง ๆ เราก็จะรู้ว่าอะไร บางคนได้สัมผัสจริงบ้าง โกหกบ้าง บางทีก็จะเกิดความฟุ้งขึ้นทันที หากเกิดความฟุ้งขึ้นบ่อย และหวังมากขึ้น อาการฟุ้งซ่านทั้งหลายก็จะครอบงำจิตใจ เป็นผลให้การเจริญพระกรรมฐานไม่ก้าวหน้า และอาจจะหลงทางได้ เจตนาความต้องการ คือต้องการเห็นนรก เห็นสวรรค์ เพื่อให้จิตเกิดมีหิริมีโอตัปปะ เป็นเรื่องน่ายินดี แต่หากมีเจตนาเพื่อความตื่นเต้น ก็เป็นทางนำไปสู่ความฟุ้งซ่านรำคาญใจครอบงำได้ง่าย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจเกิดขึ้นทางจิต บางครั้งก็นำก่อให้เกิดเป็นความหงุดหงิดและรำคาญใจ กลายเป็นความไม่มั่นคงในจิตในใจ เพราะบางคนนั้นปฏิบัตินั้นมีความหวังมากเกินไป ว่ากูจะต้องนั่งไปแล้วนี่ จะต้องเห็นนรก เห็นสวรรค์ กูจะต้องเห็นกายในของตัวกูเอง ก็จะต้องไปนั่งเพื่อไปเที่ยว พระจุฬามณี ไปกราบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปไหว้พระจุฬามณี หรือจะไปเที่ยวที่ไหนก็แล้วแต่ พอปฏิบัติไปแล้ว ไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการเห็น ก็เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ว่า เอ๊..เบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติ ไม่รู้ว่ากูจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร ปฏิบัติเท่าไรกูไม่เห็นสักทีนึง กูปฏิบัติเท่าไร อู๊ย..มันเบื่อมันรำคาญเสียเหลือเกิน มันไม่อยากปฏิบัติแล้ว กูปฏิบัติไปไม่เห็นเกิดมรรคเกิดผล ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้นกับจิตกับใจของตัวกูเอง แต่โธ่เอ๋ย ลูกหลานผู้น่าสงสารทั้งหลาย ขณะที่มึงคิดอยากเห็น ขณะที่มึงฟุ้งซ่าน มึงเบื่อหน่าย มึงยังไม่เห็นตัวเห็นตนเห็นกาย เห็นจิต ของมึงเลย นั่นยังโง่อยู่ลูกเอ๋ย มึงปฏิบัติกรรมฐานเพื่ออะไร เราต้องถามใจตัวเราเองไม่ใช่พอปฏิบัติไป ไม่ได้ตามอารมณ์ใจที่ตัวเองปรารถนาก็เกิดความรำคาญ เกิดความหงุดหงิด เกิดความเบื่อหน่ายในการปฏิบัติกรรมฐานขึ้นมา นี่เขาเรียกว่าอยากตั้งแต่ก่อนที่จะทำ เราทำอย่าไปอยาก มันจะเห็นก็ช่างไม่เห็นก็ช่าง อย่าให้อารมณ์ฟุ้งซ่าน อย่าให้อารมณ์หงุดหงินทั้งหลายมันพึงบังเกิดขึ้นมีกับจิตกับใจของตัวเราเอง

และประการที่ 5 คือวิจิกิจฉา วิจิกิจฉานั้นคือความลังเลของจิตของใจ มีคนไม่ใช่น้อยมักสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า บางคนสงสัยในการเจริญพระกรรมฐานว่าจะทำให้บ้า ขอรับรองว่า ถ้าคนเจริญกรรมการที่ถูกต้องแล้ว ความบ้าทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้นแน่ ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์ และปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว คำว่าบ้าย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พวกเราอย่างแน่นอน คนเราโดยส่วนรวม จะถูกกรรมทั้งหลายมันหลอกลวง มันบังตาเอาไว้ เวลาทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ถูกห้ามมักชอบลองทำ เข้าทำนองว่าขาดสติยั้งคิด แต่เวลาให้ทำบุญสร้างคุณงามความดี มักจะลังเลสงสัย มีข้อสงสัยอย่างมาก หลาย ๆ คนชอบพูดกันว่า คนเราเกิดชาติเดียวตายหนเดียว ทำบุญไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเชื่อว่านรกสวรรค์ นั่นไม่มีจริง คำพูดเพียงประโยคเดียวมีข้อสงสัยอยู่ตั้งหลายข้อด้วยกัน

อย่างข้อแรก คนสงสัยในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เลยกำหนดหลอกตัวเองว่าเกิดชาติเดียวตายชาติเดียว คนที่พูดน่าจะถามตัวเองต่อไปว่า ตัวมันที่พูดอยู่นั่น มันมั่นใจได้อย่างไรว่า เกิดชาติเดียวตายหนเดียว

ข้อที่ 2 สงสัยว่าทำบุญจะไม่มีประโยชน์ ความที่เป็นคนไม่ชอบทำบุญ จึงกำหนดลงไปเองว่า ทำบุญไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันไม่คิดที่จะทำบุญ มันก็เลยคิดว่าการทำบุญนั้นไม่มีปะโยชน์

ข้อที่ 3 ที่ว่าเชื่อหรือว่านรกสวรรค์มีจริง คำพูดก็แสดงความลังเลใจสงสัยอยู่แล้วในตัว คนประเภทนี้เป็นคนขี้สงสัยเป็นคนที่น่ารำคาญ ชอบตั้งคำถามประเภทอวดฉลาดแต่โง่ ไอ้ควายทั้งหลาย เป็นคนประเภทไม่มีความคิดเสริมสร้าง เป็นคนพวกถ่วงความเจริญ โดยเฉพาะถ่วงตัวเอง ตัวเองก็เป็นคนที่แย่อยู่แล้ว ยังให้จิตใจตัวของตัวเองย่ำแย่หรือเสื่อมถอยลงไป คนประเภทนี้ชอบถามเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติพระกรรมฐานสมาธิ แต่ไม่เคยคิดและไม่เคยลองปฏิบัติ หรือไม่ก็ปฏิเสธการปฏิบัติสมาธิไปเลย คนประเภทนี้มักจะชอบพูดว่า ทำดีไม่เห็นได้ดี คนทำชั่วได้ดีมีถมไปคนประเภทแบบนี้มักจะไปติดอยู่ในอบายภูมิกันอย่างมาก

ความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมเจ้า ในพระสังฆเจ้า ในผลสมาธิก็ดี ในผลของบุญกุศลก็ดี ที่ยกมาเปรียบเทียบให้ลูกหลานเข้าใจนั้น ก็เพื่อจะได้ตัดความลังเลสงสัยในคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสังฆเจ้า ถ้าเรามัวแต่ลังเลและสงสัยว่า พระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระธรรมเจ้ามีจริงไหม พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจริงไหม เรามามัวมานั่งสงสัยอย่างเดียว เราไม่ได้ทำตามในพระธรรมที่พระองค์ทรงสอน ทรงบอกเอาไว้ แล้วเมื่อไรเราจะหายสงสัยสักทีเล่า ลูกเอ๊ยหลานเอย เพราะฉะนั้นแล้ว จึงอยากให้ลูกหลานทั้งหลายได้ไตร่ตรองว่า เราอย่าเป็นผู้สงสัย เราจะเป็นผู้ปฏิบัติในสิ่งที่เราสงสัยเพื่อให้มันละให้มันคลายจากความสงสัย เมื่อเราปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เราปฏิบัติเพื่อให้ความรู้เห็นมันแจ้ง มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเราแล้ว เราจะได้สิ้นความสงสัยในเรื่องภพเรื่องชาติ เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าฉันใดเราเป็นแต่ผู้สงสัย เราไม่เป็นผู้ใคร่ที่จะปฏิบัติให้รู้ให้เห็นเพื่อละออกจากความสงสัยได้แล้ว เราก็จะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะเห็นในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณของพระสงฆ์ทั้งหลาย

ลูกเอ๊ยหลานเอยอันเป็นที่รัก นี่แหละนิวรณ์ทั้ง 5 ที่เป็นตัวสกัดกั้นถ่วงความเจริญในจิตในใจของเราเอาไว้ ลูกเอ๊ย กามฉันทะเกิดขึ้น ให้แก้โดยตัวปัญญา พิจารณาถึงความหลง พยาบาทเกิดขึ้น ให้แก้ด้วยเมตตา อภัยทาน ถีนมิทธะเกิดขึ้น ให้แก้ด้วยการเจริญสติมาก ๆ อุทธัจจะกุกกุจจะเกิดขึ้น ขอให้สวดมนต์มาก ๆ และให้เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติ วิจิกิจฉาเกิดขึ้น ขอให้ประพฤติเพื่อความรู้ ให้มันเกิดขึ้นในจิตในใจ อย่าเป็นไอ้พวกขี้สงสัย ไอ้พวกจังไรหนักแผ่นดิน นะลูกเอ๊ยหลานเอย

ก็ขออธิบายเรื่องนิวรณ์ทั้ง 5 ไว้แค่นี้นะลูก

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 14:17:33 ICT (296 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.6)

 รวมคำสอนหลวงปู่: มหาสติปัฏฐานสี่

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆ ลูกเอ๊ยหลานเอย องค์สมเด็จพระบรมครูของเรา พระองค์ทรงตรัสว่า ทางสายเอกหรือทหารเอกนั้น คือ มหาสติปัฏฐานสี่ มหาสติปัฏฐานสี่ บางทีเรารู้ว่า กาย เวทนา จิตธรรม แล้วเรายังไม่ได้รู้ไปอีกว่า

กาย คืออะไร
เวทนา คืออะไร
จิต คืออะไร
ธรรม คืออะไร

กระแสของธรรมนั้นคือกระแสของความจริง ที่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ ได้ทรงแสดงทรงสั่งสอน กระแสของความจริงนี่ก็เป็นความจริงภายในของตัวเอง กระแสของธรรมซึ่งมีอยู่ภายในตัวเองนี้ ก็มีอยู่ที่กายและที่ใจอันนี้ ไม่ใช่มีอยู่ที่อื่น ถ้าเราคิดว่าอยู่ที่อื่น เราก็ย่อมไม่เป็นผู้ฉลาด ถ้าเราเป็นผู้ฉลาด เราต้องคิดว่า กายและใจของเรานี้ไม่ใช่มีอยู่ในที่อื่นโดยปริยาย คือ ทางอันหนึ่ง ทุก ๆ คนย่อมมีกาย มีเวทนา มีจิต และมีธรรม

หลวงปู่ก็จะขออธิบายให้พอเข้าใจง่าย ๆ ถึงกาย เวทนา จิต ธรรม กายก็คือ รูปกายอันนี้ ที่มันประกอบขึ้นด้วย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อันเป็นวัตถุ ซึ่งเรียกกันว่า มหาภูตรูป คือเป็นรูปที่เป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยรูปที่เป็นส่วนละเอียดต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น จักขุประสาท เรียกกันว่าประสาทตา โสตประสาท คือประสาทหู เป็นต้น รวมประมวลเข้าด้วยกัน มีเนื้อหนังมังสังทั้งหลาย เป็นต้น มีหนังห่อหุ้มกายนี้เอาไว้ มันจึงประกอบกันเป็นชีวิตอย่างนี้ เป็นต้น จึงสมมุติว่านี่คือกายเกิดขึ้น เวทนา เมื่อเป็นกายที่ประกอบด้วยชีวิตดังนี้แล้ว ก็ย่อมมีเวทนาเกิดขึ้น คือความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นสุข หรือเป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข นี่เรียกว่าเวทนาจิต จิตคือธรรมชาติที่มีความรู้มีความคิด ที่อาศัยอยู่ในกายอันนี้ ดังที่เรียกกันว่าจิตใจ ซึ่งทุก ๆ คนมีอยู่ และย่อมจะรู้จิตใจของตนเองอยู่เสมอว่ามีความคิดอย่างไร และมีอาการอย่างไร นี่เรียกกันว่าจิตส่วนธรรม ธรรมหมายถึงส่วนประกอบที่ประกอบอยู่กับจิต เป็นส่วนชั่วเรียกว่า อกุศลธรรมก็มี เป็นส่วนดีเรียกว่า กุศลธรรมก็มี เป็นส่วนกลาง ๆ เรียกว่าอัพยากธรรม นี่เรียกว่าธรรม เมื่อกาย เวทนา จิต ธรรม นี้ จึงเป็นส่วนที่ทุกคนมีอยู่ และทั้ง 4 ก็ย่อมมีกระแส คือความเป็นไป ความเป็นไปของกาย เวทนา จิต ธรรม ดังกล่าวแล้ว ถ้าเราจะมาสรุปลงง่าย ๆ คือทางอันหนึ่ง ก็คือ ความเกิด ความดับ ซึ่งมีอยู่เสมอตลอดเวลา และอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกระแสของจิตใจ ที่ปรารถนาและยึดมั่นถือมั่นอยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรมนี้

สมมุติว่าเราปรารถนาให้กายของเราสวยงาม ไม่เจ็บ ไม่แก่ ดำรงอยู่เสมอ ปรารถนาให้เวทนา เป็นสุขเวทนาอยู่เสมอ คือต้องการแต่ความสุข ปรารถนาให้จิตใจเป็นจิตใจที่สมประสงค์ดังตัวเองคาดหวังอยู่เสมอ อยากจะได้อะไรก็ต้องการที่จะได้ดังใจ และปรารถนาที่จะให้พบเรื่องที่พอใจที่ชอบใจอยู่เรื่อย ๆ เช่นสมมุติว่าเราต้องการที่จะพบแต่สิ่งที่เรียกว่าเป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ เป็นสุข ที่จะมาเป็นอารมณ์ คือเป็นเรื่องที่ปรารถนาที่พอใจ และก็มีความยึดถืออยู่ในสิ่งเหล่านั้น จึงได้กลายเป็นจริตเป็นนิสัยขึ้นมา ที่ทำให้ต้องการแต่ความสวยงามของร่างกาย ไม่ชอบแก่ ไม่ชอบเจ็บ ไม่ชอบตาย ต้องการความสุข ต้องการที่จะตามใจตัวเอง และต้องการสิ่งทั้งหลายที่ใจมันชอบ จึงกลายเป็นตัณหา เป็นอุปปาทานขึ้น และตัณหาอุปปาทานที่เป็นตัวจริตดังที่พูดมาแล้วนั้น มันซับซ้อนอยู่ในตัณหา ในอุปปาทาน ที่ยึดถืออยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม นี่แหละที่ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เพราะฉะนั้นจึงต้องการที่จะให้สิ่งที่เป็นตัวเราของเรานี้ ไม่แก่ ไม่ตาย สวยงามอยู่เสมอ เป็นสุขอยู่เสมอ ได้ดังใจอยู่เสมอ พบเรื่องราวอะไรที่ชอบอยู่เสมอ ตัณหาอุปปาทานดังนี้ย่อมทำจิตใจให้ปรารถนา ให้ยึดถือ ซึ่งทำให้บังเกิดผลอีกหลายอย่างสืบเนื่องกันไป เช่น ก่อเจตนา คือความจงใจ อันประกอบกรรมต่าง ๆ ออกไปทางกาย ทางวาจา และแม้แต่ทางใจเองที่จะปรนเปรอความต้องการ และความยึดถือนี่เอง เช่น ต้องการไม่แก่ ไม่ตาย ต้องการความสวยงามของร่างกาย ก็ปรนเปรอให้ได้รับผลเช่นนั้น

เราพยายามแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาบำรุงร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นอาหาร เป็นสิ่งต่าง ๆ บ้าง จนร่างกายนี้ใช้ไม่ไหว แล้วยังไม่พอ แล้วเราก็แสวงหาความสุขต่าง ๆ มาปรนเปรอให้เกิดเป็นสุขเวทนา แสวงหาสิ่งต่างมาปรนเปรอใจตัวเอง และแสวงหาเรื่องที่ใจชอบต่าง ๆ เมื่อความปรารถนานี้มีมากเพียงไร ก็ทำให้ความดิ้นรนแสวงหามากเพียงนั้น จนถึงไม่เลือกว่าเป็นทางผิดหรือทางถูก จึงบังเกิดเป็นบาปเป็นอกุศลกรรม เป็นทุจริตขึ้นมา และนอกจากนี้ ก็ยังจะต้องประสบกับความไม่สมปรารถนา เพราะการที่จะแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาปรนเปรอ ความอยาก ความต้องการ ดังนี้ ที่พูดมาแล้วนั้นย่อมไม่สามารถที่จะสมปรารถนาไปได้ทั้งหมด และไม่สามารถที่จะทำให้เพียงพอกับความอยากได้ เหมือนอย่างการหาเชื้อมาใส่ไฟ ที่จะให้เพียงพอแก่ไฟนั้นมันหาได้ไม่ ยิ่งหาเชื้อมาใส่ไฟให้มาขึ้นเพียงไร ไฟก็ลุกกองโตขึ้นเพียงนั้น กินเชื้อมากขึ้น ไหม้หมดไปทั้งเมืองแล้วก็ยังไม่พอ ไฟอะไรไม่ร้ายเท่าไฟของตัณหา ก็เปรียบประดุจดังที่พูดให้ฟังฉันนั้น ไม่สามารถจะปรนเปรอให้พอได้ และนอกจากนี้แล้ว ความเกิด ความดับ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เที่ยง ที่ไม่ยั่งยืน ก็ย่อมมีอยู่ในสิ่งทั้งหลาย ในกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งทุก ๆ คนปรนเปรออยู่ด้วยตัณหา ด้วยอุปปาทานอย่างหนักหนา อย่างที่พูดมาแล้ว ก็ย่อมตกอยู่ในคติธรรมดา คือมีเกิดกับดับเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อใครประสบความทุกข์เดือดร้อน เพราะความปรารถนาไม่สมหวังบ้าง เพราะอกุศลทุจริตต่าง ๆ นั้น และจิตใจตัวเองก็ไม่ได้พบกับความสงบ ซึ่งเป็นความสุขอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่ด้วยความเศร้าหมอง คือ ตัณหา อุปปาทาน ซึ่งเป็นตัวกิเลส เป็นตัวเครื่องเศร้าหมอง และความทุกข์เดือดร้อนทั้งหลาย ต้องมีความไม่บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ ต้องมีแต่โสกปริเทว คือความแห้งใจ ความคร่ำครวญใจ ต้องมีทุกข์ คือความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ต้องตกต่ำ ต้องเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ร้อนอยู่อย่างนี้เสมอ

ลูกเอ๊ยหลานเอย เราควรกำจัดความยินดี ความยินร้ายในโลกเสีย เมื่อเกิดความยินดีขึ้นก็ดี ความยินร้ายขึ้นก็ดี ก็ให้เรากำจัดเสีย อย่างเช่น เมื่อเราจักปฏิบัติขั้นแรก ก็น่าจะเกิดความยินร้าย เช่นว่า เราต้องเกิดอาการเมื่อยขบในการนั่ง จิตใจก็ไม่เป็นสุข เพราะต้องมากำหนดอยู่ในการปฏิบัติ ก็แปลว่าก็น่าจะไม่สบายทั้งกายทั้งใจ เมื่อปฏิบัติทีแรกนี่ก็ทำให้ยินร้าย ถ้าหากว่าแพ้ต่อความยินร้ายเสียสิ้นนี้ ก็ต้องเลิกจากการปฏิบัติ การปฏิบัติจะเกิดขึ้นก็จะดำเนินเป็นไปไม่ได้ หรือว่าเกิดความยินดีในอารมณ์ภายนอก ที่มันพยายามดึงอารมณ์ใจออกไปอยู่เสมอ ใจรวมเข้ามาก็มีอารมณ์ที่น่ายินดีที่ค้างอยู่ในใจ คอยดึงใจออกไปเช่นนี้ ก็ต้องกำจัด ใจจึงจะรวมเข้าเป็นสมาธิได้ แม้ยินดีในข้อปฏิบัติก็ต้องกำจัดเหมือนกันนะลูก เพราะจะทำให้จิตใจเราฟุ้งซ่านไปด้วยความยินดี ต้องคอยระมัดระวัง ความยินดี ยินร้ายอยู่อย่างนี้ พยายามประคับประคองใจให้ตั้งให้เป็นอุเบกขา คือการเข้าไปเพ่งให้มันเฉยอยู่ในการปฏิบัติ ให้เราพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนที่พระพุทธเจ้าของเราตรัสว่า

กาย สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา
เวทนา สักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา
จิต สักแต่ว่าจิต ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา
ธรรม สักแต่ว่าธรรม ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราเขา

มาสรุปโดยย่อ ๆ แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิดกับดับเท่านั้น เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องมีวันดับ มีวันเสื่อมสลายไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย ขอให้เรามีความรู้ คือเราพยายามตั้งสติ พิจารณาลงไปให้ถึงแก่นถึงกาย เวทนา จิต ธรรม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อุบัติบังเกิดขึ้นมาแล้ว มันต้องมีความเสื่อมเป็นของธรรมดา อะไรเกิดขึ้นต้องมีเสื่อมต้องมีดับ และไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะทำให้เราได้สมปรารถนา ได้สมหวังในทุกสิ่งทุกเรื่อง เราพยายามทำใจของเราให้เกิดความสงบ ให้เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา เพื่อเราพิจารณาให้เห็นของจริง เราก็เห็นของจริง เราพิจารณาแต่ของหลอกลวงตัวเราเอง เราก็จะได้แต่ของที่หลอกลวงตัวเราเอง ให้ลูกหลานทุกคนจงไตร่ตรองและใคร่ครวญ ว่าเราอยากได้ของจริงหรืออยากจะได้ของหลอกลวงตัวเราเอง ก็สุดแท้แต่พวกเอ็งทั้งหลายนะลูกเอ๊ยหลานเอย

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 14:14:17 ICT (713 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.71)

 รวมคำสอนหลวงปู่: เมื่อความตายมาเยือน

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆไม่มีข้อต่อรองอะไร และก็ไม่มีอำนาจบุญอำนาจกุศลอันใด ที่จะไปต่อรองกับพญายมได้หรอกลูก ชีวิตคนเรานั้นเกิดมาแล้วเพื่อตายจะละไม่ได้นะลูก และทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่มีใครหรอกลูกในโลกนี้ที่จะได้ตามอารมณ์ใจของตัวเองตลอดเวลา ทุกคนมีความปรารถนาอยากที่จะตายอย่างสบาย เมื่อตายลงไปแล้วก็มีความปรารถนาเหมือนกันว่าขอให้ไปสู่สถานที่ดี สถานที่อันเป็นทิพย์ พระพุทธองค์ของเราทรงตรัสไว้ว่า หว่านพืชสิ่งใดย่อมได้ผลเช่นนั้น แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราพระองค์นั้นต้องทรงเจ็บ เมื่อพระองค์นั้นต้องทรงเจ็บ แล้วความตายก็จึงมาพลัดพรากจากใจกับกายให้ออกจากกัน แล้วเราเป็นใครกันเล่าลูกเอยที่เราจะไม่มีความเจ็บ เมื่อเจ็บแล้วมันก็อยู่ที่ว่าบุญกุศลเก่าของเราเคยสร้างเวรสร้างกรรมอะไรเอาไว้ เมื่อกรรมส่งผล บางคนใกล้หมดอายุขัย หรือใกล้ความตาย ความตายเหล่านั้นหรือกรรมทั้งหลายเหล่านั้นก็จะมาส่งผลก่อนหมดอายุขัย ให้ได้รับทุกข์ให้ได้รับทรมาน ลูกเอ๊ยฟังให้ดีนะลูก หนีอะไรก็หนีได้ หนีตายหนีเจ็บนี่หนีไม่ได้หรอกลูก ให้เราพิจารณาอยู่เป็นประจำว่าเรามีความเจ็บเป็นของธรรมดา เมื่อเราปลงอนิจจังอยู่แล้ว มันจะป่วยขาข้างใด มันจะเจ็บขาข้างใด มันต้องป่วย ถ้ามันจะตายเมื่อไรก็เมื่อนั้น เมื่อมันตายเมื่อไรก็เมื่อนั้นให้เราวางอารมณ์ใจของเราไว้เป็นกลาง ๆ อย่าให้มันเสียใจหรืออย่าให้มันดีใจนัก เมื่อมันเจ็บเข้ามา ก็รู้ว่ามันเจ็บมันปวด มันจะตายก็ช่าง เมื่อถึงเวลามันจะตายก็ให้มันตายไปซะ ถ้าเรามั่นใจว่า เราเกิดมาเป็นคน เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาสร้างกุศล ระลึกถึงเจ้าความดี ระลึกถึงแต่สิ่งที่เราให้ไปแล้วนั้น สิ่งที่เราให้ไปแล้วนั้นที่เป็นบุญเป็นกุศล เมื่อเราหวนระลึกถึงสิ่งเหล่านั้น แล้วเราก็มีความแน่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นน่ะแหละเมื่อเราตายไปแล้วเราก็สามารถที่จะไปสู่สถานที่อันเป็นทิพย์ได้ อย่าไปรอพญายม อย่าไปรออะไรเลย เพราะคนเรามีความเจ็บเป็นของธรรมดา แม้แต่ตัวหลวงปู่เองก็ยังป่วย ยังเจ็บ แล้วใครในโลกนี้บ้างที่จะ ไม่เจ็บ ที่จะไม่ป่วย เมื่อถึงเวลาตายใครก็อยากตายสบายเหมือนกันหมดทุกคนนะลูก ไม่มีใครอยากตาย อยากลำบากหรอกลูกเอ๋ย แต่เราเกิดมามันจะตายแบบไหนก็ช่างเรื่องของมัน ขอให้เรามั่นใจว่าเรามีความดี เราได้สร้างดีเอาไว้ให้แก่จิตแก่ใจให้แก่กายของเราแล้ว เมื่อเราสละจิตสิ้นใจไปในวันหนึ่งคืนใด ให้เราตั้งอารมณ์ใจไว้กลาง ๆ หรือให้เราตั้งใจอารมณ์ไว้ในความดีที่เราทำขึ้น นั่นแหละ ลูกเอ๊ยหลานเอย เราย่อมมั่นใจ เราย่อมแน่ใจว่า สิ่งที่เราต้องไปนั้น ต้องไปสู่สถานที่ดี หลวงปู่ ไม่ขอตอบเรื่องพญายม แต่ขอพูดเหตุพูดผลให้ทุกคนเข้าใจนะลูกหวังว่าเอ็งคงมีปัญญาในด้านฟังและก็พิจารณา อย่าไปเสียใจนะลูก มันจะเป็นทุกข์ ร่ำไป จงหมั่นใคร่ครวญใจตัวของตัวเองนะลูก ทำบุญกุศลไม่เคยคิดเพื่อ ไปคิดว่าจะได้ตาย สบาย ตายสบายหรือตายลำบากมันก็ต้องตายเหมือนกันนะลูก ลูกเอ๊ยหลานเอย

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 13:52:45 ICT (711 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.66)

 รวมคำสอนหลวงปู่: อธิษฐานที่มีพยาบาท

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆหลวงปู่จะขอพูดให้ลูกรู้จักทำใจ รู้จัก เขาเรียกว่าอธิษฐานที่มีพยาบาท อธิษฐานที่มีพยาบาทเป็นตัวกำกับนั้น พยาบาทคือการปองร้ายจองเวร ตัวอย่าง เช่น พระเทวทัตจองเวรจองกรรมกับพระพุทธเจ้า เรื่องมันมีก่อนครั้งพุทธกาลนมนานมาแล้ว ตอนนั้นพระพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพ่อค้า พระเทวทัตก็ทรงเกิดเป็นพ่อค้า เรื่องซื้อถาดทองคำ พระพุทธเจ้าของเราก็เป็นพ่อค้าพระองค์ทรงซื้อตัดหน้าก่อน เพราะทรงทราบว่าพ่อค้าอีกคนนึงชื่อพระเทวทัตเป็นพ่อค้าหน้าเลือดเอาแปรียบ ซื้อมาถูกแต่ขายแพง พ่อค้าที่ตอนนั้นพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพ่อค้า ทรงดำริว่าเจ้าของถาดทองคำต้องการขายได้ราคาสูงกว่านั้น พระเทวทัตยังไม่ได้วางเงินมัดจำ พระพุทธเจ้าจึงทรงซื้อตัดหน้า พ่อค้าที่เป็นพระเทวทัต จึงจองเวรจองกรรมและอธิษฐานด้วยความพยาบาท ตอนนี้เป็นไงลูกพระเทวทัตอยู่ที่ไหน อยู่ในนรกเอวจี หรือตอนนี้พระพุทธเจ้าของเราทรงอยู่ที่พระนิพพาน พระเทวทัตนี้พยายามทำร้ายพระพุทธเจ้าทุกอย่างคืออย่างเช่น ตอนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ พระเทวทัตพยายามกลิ้งหินลงมาหมายจะทับเอาพระพุทธเจ้าให้สิ้นพระชนม์ และอีกครั้งพระเทวทัตได้ปล่อยช้างนาราคีรี ซึ่งกำลังตกมันหมายทำร้ายพระพุทธเจ้า ล้วนแต่สร้างบาปมากมาย ทั้งนี้สาเหตุล้วนเพราะอะไร เพราะว่าเกิดจากความอาฆาตและอธิษฐานจองเวรจองกรรมไว้ด้วยกัน ทำให้ตัวเองต้องลงต่ำ คือนรกอเวจี หรือเปรียบเสมือนนางจิญจมาณวิกาได้ใส่ความให้พระพุทธองค์ให้เสียหาย โดยการแกล้งแต่งกายแล้วเดินเข้าเขตวัดทุกตอนเย็น รุ่งเช้าก็เดินกลับออกมา ทำอย่างนี้ ทุกวัน ทุกวัน ให้คนที่ได้พบเห็นเข้าใจผิดว่ามาทำอะไรที่ไม่สมควรในวัดเช่นนั้น เวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แล้วแต่งตัวเป็นคนตั้งครรภ์ โดยใช้ไม้ยัดใส่หน้าท้อง เอาผ้าพันปิดไว้ แล้วมากล่าวตู่ว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่ในท้องเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงดำรงพระสติมั่นไม่หวั่นไหวในการกระทำอันเป็นเท็จของนางจิญจมาณวิกาแม้แต่น้อย ในขณะที่บรรดาสาวกต่างเดือดเนื้อร้อนใจกันทั่วหน้า ว่านางนี่ช่างร้าย ช่างวางแผนสร้างเหตุการณ์ให้น่าเชื่อถือ ตอนเย็นเดินเข้าวัด ตอนเช้าเดินกลับออกมาจากวัดติดต่อกันเป็นเวลานาน คนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวถ้าไม่ใช้ปัญญาก็จะหลงเชื่อ ดังนั้นจะดูอะไรก็ต้องดูให้นาน ๆ นะลูก และต้องใช้ปัญญา พระพุทธองค์ทรงตรัสกับนางจิญจมาณวิกาว่า น้องหญิงเรื่องนี้เรารู้กันเพียงสองคน พระอินทร์ทนดูเหตุการณ์ไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าทรงถูกใส่ร้ายจึงบันดาลให้เชือกที่ผูกไม้หลุดออกมา เมื่อความจริงถูกเปิดเผย นางจึงถูกรุมประชาทัณฑ์ ต้องวิ่งหนีออกมาจากวัดเชตวันวิหาร แล้วนางก็ถูกธรณีสูบลงไป เกิดเป็นสัตว์นรกในปัจจุบันนี้ ลูกเอ๊ย หลานเอย ให้เราพิจารณานะลูก บางทีทำไมบางคนเกิดมา ผัว เมีย ลูกเต้า เหมือนคนที่มาคอยจองล้างจองผลาญ พยาบาทกันตลอดเวลา บางทีผู้ที่อธิษฐานด้วยความพยาบาทไม่เข้าใจว่า คนเหล่านี้อาจจะเคยจองเวรจองกรรมกับเรามาในภพภูมิไหนซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ บางคนเกิดมาแล้วนี่ บางทีลูกเต้า เหมือนมาคอยล้างคอยผลาญพ่อแม่ หรือบางทีผัวเมียมักจะมาทะเลาะกัน มาเบียดเบียนกัน เหมือนบางคนจองล้างจองผลาญกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ดูอย่างพระพุทธองค์ซิลูก พระพุทธองค์ท่านทรงหนี ทรงทำทุกอย่างที่จะหนีพระเทวทัต หนีของพระองค์นั้นไม่ใช่หนีด้วยการตีตัวออกห่าง แต่หนีของพระองค์คือการสร้างบารมี เมื่อพระองค์สร้างบารมีแล้ว พระองค์ก็ทรงปฏิบัติหนีให้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทั้งหลาย หนีพระเทวทัต แล้วแทนที่พระองค์รู้แล้วในที่พระองค์ทรงหนีได้ พระองค์ก็ยังทรงมีพระเมตตาที่พระเทวทัต ได้สอนพระเทวทัต ได้บอกกล่าวพระเทวทัต จนพระเทวทัตทรงฌาณโลกีย ตั้งตนจะเป็นใหญ่แทนพระพุทธเจ้าให้ได้ แต่พระองค์ ทรงมีพระเมตตามากมายเหลือที่จะประมาณนับได้ พระองค์ทรงหนีขึ้นข้างบน พระเทวทัตจึงลงข้างล่าง จงขวนขวายสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นกุศล หนีให้พ้นจากคนที่มาทำให้เรานี้ทุกข์ทรมาน มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นของตัว เราสร้างกรรมอันใดไว้ เราย่อมหนีกรรมหนีเวรเหล่านั้นไม่พ้น นะลูกเอ๊ย หลานเอย เกิดมาเป็นคนนะลูก อย่างที่พูดให้ฟังแล้วตั้งแต่ตอนต้น ไม่มีอะไรหรอกลูกที่เกิดมาแล้วจะพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดมาแล้วจะสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีสมหวังบ้างก็ต้องมีผิดหวังบ้างเป็นของธรรมดา บางคนก็เป็นคนขี้ใจน้อยหรือเป็นคนขี้น้อยใจ เมื่อรู้ว่าเป็นคนขี้ใจน้อยเป็นคนน้อยใจ พยายามดับโมหะ คือความหลงและความโกรธ เอาไว้ให้มากๆ เพราะความโกรธ ความหลงนั้น มันไม่สามารถพาชีวิตเราให้มีสุขได้หรอกนะลูก นอกจากพาชีวิตของเราให้ตกให้ต่ำไปได้ตลอดเวลา เมื่อเกิดอาการน้อยใจแล้ว ให้เราพยายามสวดมนต์ ภาวนา กำจัดตัวทุกข์ กำจัดตัวทรมานที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเราให้ได้นะลูก หลวงปู่เคยสอนลูกหลานที่อยู่ที่นี่อยู่เสมอว่า วันไหนที่ใจคอคนเรา หรือใจคอเราเป็นคนดี วันนั้นแหละคือตัวเราจริง ๆ นะลูก วันไหนที่โมโห มันโกรธ มันหลง มันโลภ มันเป็นคนขี้น้อยใจ ขี้หงุดหงิด นั่นมันไม่ใช่ตัวเรานะลูก มันเป็นตัวกิเลสที่เข้ามาแฝง เข้ามาแอบอยู่ในจิตในใจของตัวเราเอง ถ้ามันไปแอบแฝงอยู่ที่ตัวใครก็แล้วแต่ ก็จะทำให้คนเหล่านั้น หน้ามืดตามัว เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เราจึงต้องพยายามบอกกล่าวเตือนสติคนเหล่านั้นว่า ถ้าตัวเราจริง ๆ คือความดี คือการเป็นคนดี ที่คนไม่ดีนั้นเพราะถูกแอบแฝงด้วยตัวกิเลสทั้งหลาย เมื่อถูกแอบแฝงด้วยตัวกิเลสทั้งหลาย เมื่อรู้ตัวแล้วอย่าไปตามอารมณ์ใจของกิเลส นะลูก พยายามละ พยายามถอนจากตัวกิเลสนั้นให้ได้ พยายามปลงให้ตก ให้เกิดเป็นตัวของตัวเราเองขึ้นให้ได้นะลูก หลวงปู่หวังว่าลูกหลานทั้งหลายคงเข้าใจนะลูก และก็คงจะทำใจได้ เพราะชีวิตของคนเรามันมีทุกข์มันก็ต้องมีสุขเป็นของธรรมดา ไม่มีใครในโลกหรอกลูกที่จะไม่มีทุกข์ และจะไม่มีสุข แต่มันจะสุขนานหรือทุกข์นานนั้น ก็เรื่องอารมณ์ของใจเราที่ใจเราจะรับทุกข์หรือจะรับสุข หลวงปู่ก็ขอให้ลูกหลานฟังแล้วเกิดมีปัญญาบ้างนะลูก และก็คิดใคร่ครวญตริตรองในสิ่งที่หลวงปู่พูดให้ฟังนะลูก

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 13:46:07 ICT (376 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.6)

 รวมคำสอนหลวงปู่: ขันติบารมี

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆลูกเอ๊ยหลานเอย ขอให้สร้างกำลังใจให้ตัวเองเยอะ ๆ นะลูก มีความขันติคือความอดทน อดกลั้นสร้างบารมีให้มันเต็มที่นะลูก เพราะลูกเห็นแล้วว่า การเกิดเป็นคน ชีวิตมีแต่ทุกข์ หาสุขไม่ค่อยจะเจอ ไม่ค่อยจะพบ เมื่อเราเห็นทุกข์แล้ว เราก็ควรละ หาหนทางออกจากกองทุกข์ทั้งหลายให้ได้นะลูก เราต้องทน เราต้องอดกลั้นต่ออารมณ์ทั้งหลายที่มันมากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใครทำอะไรให้เราไม่ชอบใจ ก็สักแต่ว่าตาเห็นรูป เข้าไป หูได้ยินเสียงที่ไม่พึงพอใจ ก็ให้เราพยายามได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน อย่าเอาเข้ามาใส่เป็นอารมณ์ใจ คนเราส่วนมาก เมื่อเกิดอารมณ์ภายนอกมาปะทะกับอารมณ์ภายในนั้น มักจะทำให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ กิเลส ภายนอกทั้งหลายเหล่านั้น เลยเกิดเป็นตัวทุกข์ขึ้นมาโดยบางครั้งเราก็มักไปโทษคนอื่น ว่าต้องเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ เพราะอะไร

เราลองย้อนกลับมาพิจารณาดูใจตัวเราเองนะลูก ถ้าเราไม่ปล่อยอารมณ์ ไม่เผลอสติไปกับเขาเหล่านั้น เราก็มีความสุข เราก็ไม่มีความทุกข์หรอกลูก ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเป็นไปตามอำนาจใจที่ใจเราปรารถนาอยากให้คนอื่นเป็นเหมือนกับตัวของเราหรอกลูก ทุกสิ่งทุกอย่างมันสุดแท้แต่กรรมของเขาเหล่านั้น สุดแท้แต่ปัญญาของเขาเหล่านั้น เราไม่สามารถไปบังคับใจของเขาเหล่านั้นได้หรอกนะลูก เพียงแต่เราบอกกล่าวแล้ว เขาไม่สนใจในสิ่งที่เราบอกกล่าว เราก็ตั้งอารมณ์ใจไว้ซึ่งอุเบกขาเสีย เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมานั่งกลัดกลุ้ม หรือมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจ มานั่งให้ใจเราเศร้าสร้อย เหงาหงอย เพราะเกิดจากอารมณ์ในความไม่สมปรารถนา

จงพิจารณาดูตัวเองเราให้มาก ๆ ดูใจของเราให้มาก ๆ เพราะเราไป เราก็ไปแต่เพียงผู้เดียว วางอารมณ์ใจไว้เสียซึ่งความดี วางอารมณ์ใจเสียซึ่งตัวอุเบกขา มีสติเป็นตัวกำกับ เป็นตัวรู้ ไม่หวั่นไหวในสิ่งเหล่านั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งทุกข์ นั่งเสียใจ นั่งน้อยใจ เพราะพระพุทธเจ้าของเราก็ตรัสไว้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น เราเคยสร้างกรรมกับใครไว้ กรรมนั้นก็จะต้องมาสนองให้กับตัวเรา บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป กรรมดีส่วนกรรมดี กรรมชั่วส่วนกรรมชั่ว เราต้องพยายามสร้างกรรมดี หนีกรรมชั่ว พิจารณาให้ได้ตลอดเวลาว่า สรรพสัตว์แม้แต่อารมณ์หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่อุบัติบังเกิดมาแล้ว ต้องตกอยู่ในกฎของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นไปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเรา

ขอให้ตั้งใจฟังและก็พยายามใคร่ครวญอย่างมีสตินะลูก อย่างอื่นหมื่นแสนเราทำได้ แต่เราเอาชนะใจตัวเราเองนี่ได้หรือยังลูก ก่อนจะมองคนอื่น ให้ดูตัวเราก่อนนะลูก ให้เราชนะใจเราเองให้ได้เสียก่อน ให้เราชนะกิเลส ให้เราชนะอารมณ์ภายนอกให้ได้เสียก่อนนะลูก แล้วเราก็จะมีความสุข จงจำไว้ว่า

“คนเราเกิดมาไม่ใช่มาแต่ตัวเปล่า
กรรมของเจ้าตามมาด้วย ช่วยส่งผล
มีทั้งทุกข์มีทั้งโศก โชคดี มีระคน
เมื่อเจ้าเกิดมาเป็นคน เจ้าจะเอากรรมไปไว้ไหน”

พยายามปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติเพื่อลดละอารมณ์โลภ โกรธ หลง ความยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิ ในมานะ คือความถือตัว ถือตน หรือแม้แต่ถือความคิดของตัวเองที่ถูกอยู่เสมอ ให้เราใคร่ครวญและก็ใช้ปัญญาพิจารณาดูเอาเองนะลูก เพราะบางครั้งตัวเราเองอาจไม่รู้ว่าตัวเราเองกำลังคิดผิดที่เราเห็นว่าเป็นถูกหรือเปล่า ก็ขอให้ลูกจงใคร่ครวญว่าสิ่งไหนที่มันยังเป็นสิ่งที่บกพร่อง เราลองมองดูจิต ลองมองดูใจด้วยตัวเราเองนะลูกว่าสิ่งไหนที่เรายังบกพร่อง ยังไม่ดีพร้อม ก็ให้เราปรับปรุง แล้วก็เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เราคิดว่าจะไปเปลี่ยนแปลงหรือไปปรับปรุงคนอื่น ให้ได้ดั่งใจเรา เราต้องปรับปรุงและก็เปลี่ยนแปลงตัวเราเองนะลูก อย่างร้อน ก็ขอให้เย็นนะลูก ถ้าเรากำลังทุกข์เราก็พิจารณาเหตุที่มันเกิดให้ทุกข์เสียก่อน เมื่อพิจารณาเหตุแล้ว เราจงแก้ที่เหตุนะลูก เมื่อเราแก้ได้แล้ว เราทำได้แล้ว เราก็จะมีแต่ความสุขนะลูก

จงใคร่ครวญติตัวเองก่อนนะลูก ก่อนจะติคนอื่น คนอื่นของหลวงปู่นั้นไม่ขอพูดว่าใคร ถ้าลูกคิดได้ ลูกก็ใคร่ครวญเอาเองนะลูก สามัคคี กลมเกลียวเป็นบ่อเกิดแห่งชัยชนะ ความขัดแย้งกัน เป็นความหายนะมาสู่ครอบครัวและตัวของเราเองนะลูกเอ๋ย ไม่ได้ว่าใคร ไม่ได้ด่าใครลูก พูดเพื่อให้เข้าใจ จะได้มีความสุขนะลูก ชีวิตคนเราถึงจะมีเงินมีทองมากมายมหาศาลขนาดไหน แต่ถ้าชีวิตในครอบครัว ในบ้านไม่มีความสุข นั้นหรือจะเรียกว่าสุขของชีวิต จงคิดกันเอาเองนะลูก เพราะพวกเอ็งเรียนมาสูงและก็มีปัญญา บางครั้งหลวงปู่เรียนต่ำ จบแค่ป.สี่ ไม่สามารถ หรือบางครั้งไม่อยากที่จะสอนคนที่เขามีความรู้มากกว่าหลวงปู่ เดี๋ยวเขาจะว่าได้ว่า เจ้าพวกชั้นต่ำมาสอนพวกสังฆราชคือพวกมีความรู้แล้ว ไม่ต้องมานั่งบอก ไม่ต้องมานั่งสอนฉันรู้แล้ว มึงมีความรู้แค่ไหน บังอาจมาสอนกูผู้มีความรู้ หลวงปู่อาจจะเป็นคนเลวคนนึงนะลูก ก็อภัยให้หลวงปู่ด้วยนะลูก

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 13:26:44 ICT (504 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.57)

 รวมคำสอนหลวงปู่: เกิดที่ไหน ดับที่นั่น

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆพระพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลาย พระองค์ทรงตรัสสอนว่าศีลเป็นคุณสมบัติของคน ของมนุษย์ที่สมบูรณ์เมื่อเกิดมาเป็นคนเป็นมนุษย์ แล้ว ลูกเอ๊ยหลานเอย โอกาสที่จะสะสมสร้างบารมีนั้นมีมากกว่าการไปเกิดในภพภูมิไหน หรือภพภูมิใดก็แล้วแต่ทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างที่พระพุทธองค์ของเราทรงตรัสสอนพระนางมัลลิกาเทวีว่า หนึ่งที่ชอบทานที่ชอบทำทาน จะเป็นผู้มั่งคั่งร่ำรวย ผู้ใดไม่ทำทานจะเป็นผู้ขัดสนยากจน สอง ผู้ไม่โกรธจะมีรูปเรือนร่างหน้าตาผิวพรรณดี ผู้ที่โกรธจะมีผิวพรรณไม่ผุดผ่อง ไม่สด ไม่ใส สาม ผู้ไม่มีจิตร้าย หรือไม่มีจิตริษยา จะมีศักดิ์ใหญ่โตมโหฐาน เกียรติสูง ผู้มีจิตริษยา จะมีศักดิ์น้อยและไม่มีเกียรติยศ โดยพระพุทธองค์ยังทรงสอนไว้อีกว่าทางไปสวรรค์นั้น ได้แก่การทำบุญและให้ทาน ซึ่งทานในที่นี้พระองค์ทรงแบ่งดังมีที่ หนึ่ง ทานวัตถุ 10 อย่าง ทานวัตถุ 10 อย่าง มีให้ข้าว ให้น้ำ 2 อย่างนี้เรียกว่าให้อาหาร จะทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ในอาหาร ให้เสื้อผ้าจะมีความอบอุ่น และมีเครื่องแต่งกายอันสวยงาม ให้ความสะดวก จะมีรถเรือใช้ และมีความคล่องตัว ความสะดวกอื่น ๆ เกิดขึ้น ให้ยารักษาโรคจะทำให้ไม่เจ็บไข้ และมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ให้ของหอม ให้ที่นอน ให้ผ้าห่ม ให้ดอกไม้ธูปเทียน คือการได้บูชาพระ ให้ที่อยู่ที่อาศัย ให้โคมไฟ ให้แสงสว่าง ให้วิทยาทาน ให้วิชาความรู้จะเป็นผู้เฉลียวฉลาด รอบรู้มีปัญญา จะมีความรู้สูง มีอาชีพที่ดี ที่งาม ธรรมทานจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม ครอบครัว ลูกหลาน จะไม่เป็นคนเกเร เกะกะ จะมีกุศลสูง มีโอกาสได้มรรคได้ผลเมื่อได้เข้าปฏิบัติ สี่ อภัยทาน อภัยทานจะไม่มีศัตรู มีแต่คนรักใคร่ชอบพอ ซึ่งทานทุกชนิดที่หลวงปู่พูดมาแล้วนั้น แม้จะได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เป็นมนุษย์ที่ดี มีบุญวาสนา

ตามที่หลวงปู่พูดให้ลูกหลานทั้งหลายได้ฟัง ลูกเอ๋ย ให้เข้าใจนะลูก ว่ากุศลทั้งหลาย บุญทั้งหลายอะไรเป็นอะไร ให้เราน้อมจิตคิดพิจารณาเอาเอง ว่าด้วยปัญญาอันชอบธรรมนะลูก และหวังว่าคงพอเข้าใจนะลูก ทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าเราจะปลูกต้นไม้สักต้นหนึ่ง หรือเราจะปลูกดอกไม้สักต้นหนึ่ง เราก็ต้องรอระยะ รอเวลา เหมือนเราทำดีนะลูก ไม่ใช่เราทำดีวันนี้ ดีจะส่งผลวันนี้ เราต้องหมั่นสร้าง ยืดมั่น ถือมั่น ในความดีเอาไว้ มันต้องมีสักวันหนึ่งที่ความดีเหล่านั้นจะคืนสนอง หรือตอบสนองให้แก่ตัวเราเอง ลูกเอ๊ยหลานเอย เมื่อเราเกิดมาเป็นคน คนทุกคนในโลกนี้ต้องตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ไม่ต้องไปดูคนอื่นหรอกลูกเอ๊ย ดูตัวเราเองนี่แหละลูก เราเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนทุกวันนี้ เรามีแต่ความทุกข์ สุขก็ไม่จีรัง ทุกข์ก็ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น แล้ว ลูกเอ๊ยหลานเอย เราเกิดมาเป็นคนยังมีทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่เราไปอบายภูมิจะมีแต่ความทุกข์อย่างเดียวนะลูก หมั่นสร้างเอาไว้ในกุศลคุณงามความดีทั้งหลาย ใครจะว่าอย่างไร ใครจะบ่นอย่างไร นั้นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเรานั้นเราต้องการพระนิพพาน เราไม่ต้องการกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้อีกต่อไป เพราะเรามองเห็นโทษแล้ว ว่าในการเกิดเป็นคนนั้นมีแต่โทษมีแต่ทุกข์ หาความสุขไม่ได้เราจึงพยายามละ และก็ขวนขวายสิ่งที่เป็นกุศลให้แก่จิต ให้แก่ใจ ให้แก่ตัวเราเอง และเมื่อเรามีความรู้แล้วเราก็พยายามบอกธรรมทานที่เราได้รู้แล้วแก่คนทั่วไป ให้เราใช้ปัญญาพิจารณาไปเรื่อย ๆ นะลูกว่า เราเกิดขึ้นที่ไหน ก็ต้องดับที่นั่น เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นของธรรมดา ให้เรามีสติรู้ตัวตลอดเวลา รู้ตัวเพื่ออะไรเล่าลูกเอ๋ย รู้ตัวเพื่อที่จะได้กำจัดอารมณ์โลภ โกรธ หลง ตัณหาทั้งหลาย กามตันหา ภวตัณหา วิภวตัณหาทั้งหลาย มานะทิฏฐิ ไม่ให้มันเกิดขึ้นกับจิตกับใจของตัวเราเองนะลูก

จงใคร่ครวญแล้วก็บำเพ็ญเร่งศึกษาปฏิบัติตัวให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามพระพุทธเจ้าของเรานะลูก พระพุทธเจ้าท่านยืนรอเราอยู่ เราจงเร่งขวนขวายแล้วเราก็จะพบความสุข พบกับพระพุทธเจ้าของเรา เราจะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด มาจมอยู่ในกองทุกข์นี้อีกต่อไป จงใคร่พยายามเมื่อมีความโลภขึ้นมา เราก็ละแล้วซึ่งให้ทาน เมื่อมีความตระหนี่ถี่เหนียว เราก็ละแล้วซึ่งการให้ทาน ซึ่งเราเรียกว่าเราตัดอารมณ์โลภ เมื่อโกรธเข้ามาเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เราต้องมีเมตตานะลูก ต้องดับด้วยเมตตา เมื่อมีตัวหลงเข้ามาต้องดับด้วยตัวปัญญา ให้ปัญญามองให้ทะลุปรุโปร่งถึงหลักแห่งความเป็นจริง หลักของปัญญาคือตัวรู้ ขอให้พิจารณาดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อเป็นเครื่องร้อยรัด เป็นเครื่องเตือนสติ เป็นกำลังใจในการที่จะทำดีในการที่จะสร้างกุศลกรรม หรือการที่คิดดี แล้วเราก็ปฏิบัติดี ขอให้ลูกหลานจงมีแต่ความสุข จงมีแต่ความเจริญ พ้นจากความทุกข์ด้วยเทอญ

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 13:20:46 ICT (336 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4)

 รวมคำสอนหลวงปู่: กรรมบถ 10

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆพูดถึงเรื่องกรรมบถ 10 คำว่ากรรมบถ 10 นั้น มีอยู่กุศลกรรมสิบ กับอกุศลกรรมสิบ กรรมบถ 10 นั้นประกอบไปด้วย วจีกรรม มโนกรรม กายกรรม วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 กายกรรม 3

กรรมบถ 10 ก็คืออกุศลกรรม วจีกรรม 1 พูดเท็จ 2 พูดส่อเสียด 3 พูดคำหยาบ 4 พูดเพ้อเจ้อ
มโนกรรม 3 นั้น 1 โลภอยากได้ของเขา 2 พยาบาท ปองร้ายเขา 3 เห็นผิดจากคลองธรรม
กายกรรม 3 คือ 1 ฆ่าสัตว์ 2 ลักฉ้อโกงของคนอื่น อยากได้ให้เป็นของตัว 3 ประพฤติผิดในกาม เรียกว่าอกุศลกรรมสิบ ส่วนกุศลกรรมนั้นก็คืออยู่ตรงข้ามกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ลูกเอ๊ย หลานเอย ให้ทำความเข้าใจว่า กรรมคือสิ่งที่กระทำขึ้น มันมีทั้งกรรมดี และกรรมชั่วควบคู่กันไป

เมื่อเราพิจารณา เรารู้แล้วในกรรมบทสิบ ซึ่งบางครั้งลูกบอกว่ายังไม่เข้าใจเรื่องกรรมบถทั้งหลายว่าคืออะไร ก็พอจะพูดไปแล้วให้เข้าใจง่าย ๆ อันนี้จะขอพูดเรื่อง กายกรรม มโนกรรม วจีกรรม กรรมสามประเภทนี้แปลว่าอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเกิดที่ใจก่อนเป็นมโนกรรมเกิดขึ้น บางคนเกิดความรู้สึกนึกคิดแล้วพูดแสดงอารมณ์ อาการต่าง ๆ ออกมาเป็นคำพูดนั้นเรียกว่า วจีกรรม บางคนเกิดอารมณ์เสียก็แสดงกิริยามารยาทอันไม่สมควรออกมาถือว่าเป็นกายกรรม อย่างเช่น ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าว ทำลายของ คนที่ไม่ต้องคิดแต่พูดแล้วกระทำได้เลยคือคนที่ไร้สติหรือคนวิกลจริต ผู้ใดเก็บกดอารมณ์เน่า ๆ หรือเสีย ๆ ไว้ ถ้าไม่เคยแสดงออกให้ผู้อื่นเห็น บางคนเป็นโรคประสาทเก็บกด เกิดเป็นโรคประสาท ได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นแล้วจึงต้องพยายามฝึกจิตฝึกใจปฏิบัติพระกรรมฐาน เจริญสมาธิให้เกิดขึ้น พยายามฝึกไม่ให้กด ไม่ให้เก็บอารมณ์ แต่เป็นการฝึกเพื่อเพิ่มกำลังสติ และความเรืองปัญญาให้เกิดขึ้นกับจิตกับใจ จนสามารถควบคุมมโนกรรม ที่มันคิดมันปรุงแต่งเกิดขึ้นให้ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้อารมณ์แห่งจิตทุกขณะรู้ตื่นและเบิกบานอยู่เสมอ นี่แหละที่เขาเรียกกันว่ากรรมบถ 10 คือ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม รวมแล้ว 10 อย่าง คือ วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 กายกรรม 3 รวมแล้วเป็น 10 เรียกว่ากรรมบถ 10

หวังว่าลูกหลานทั้งหลายคงพอเข้าใจเรื่องกรรมบถ 10 อย่างนี้แล้ว ว่ากรรมถ 10 นั้นมันมีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม สิ่งที่พูดไปแล้วนั้นก็คืออกุศลกรรมบท พยายามอย่าให้มันเกิดขึ้นแก่จิตแก่ใจของเรานะลูก จงพยายามมีสติยับยั้งชั่งใจ ยับยั้งความคิด พยายามฝึกให้เป็นคนมีสติ ให้เป็นคนมีสมาธิ ให้เป็นคนรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะได้มีความสุขที่แท้จริง อะไรที่มันจะเกิดขึ้นอย่างที่หลวงปู่พูดให้ฟังอยู่ในนี้ตลอดเวลาว่า พยายามวางเฉยเสีย อย่าไปทุกข์ อย่าไปสุข ให้วางอารมณ์ใจอารมณ์ไว้กลาง ๆ แล้วนั่นแหละความสงบใดจะเสมอเหมือนความสุขสงบนั้นไม่มีอีกแล้วในโลกนี้นะลูกเอ๊ย หลานเอย หลวงปู่ความรู้ก็ยังน้อยด้อยปัญญา ก็พูดให้เข้าใจแค่ง่าย ๆ หวังว่าลูกหลานคงเข้าใจในสิ่งที่หลวงปู่พูดนะลูก

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 13:04:20 ICT (2965 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.73)

 รวมคำสอนหลวงปู่: ธรรมาราม

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆลูกเอ๊ย หลายเอย หลวงปู่ดีใจว่ายังมีลูกหลานทั้งหลายนิยม มีจิตเป็นกุศล ถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นที่ปรากฏอยู่ทั่วไป นับว่าเป็นการใช้ปัญญาอย่างถูกต้องแล้วก็เหมาะสม จะได้เป็นการเพิ่มพูนความดีงาม เป็นศิริมงคลให้ยิ่งขึ้น ทั้งแก่ตนเอง และชาติบ้านเมือง ลูกเอย วัดหลายวัดหลายอาราม นั้นเป็นอารามภายนอก นะลูก อารามภายนอกนั้นสำหรับเป็นนาบุญนาธรรม อยู่ส่วนหนึ่ง ควรจะมีวัดภายในบ้างนะลูก วัดภายในคือวัดจิตวัดใจของตัวเอง อีกส่วนหนึ่ง วัดแบบนี้พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าธรรมมาราม มีศรัทธาในพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะเป็นพุทธปฏิมา เป็นตู้พระธรรม และเป็นพระสงฆ์ วัดในใจนี้จะติดตามเราไปในทุกสถานที่ ทุกแห่งนะลูก ขอให้พากันมีศรัทธาตั้งมั่นในคุณของพระรัตนตรัย จะได้มีพระพุทธปฏิมา ตู้พระธรรม และมีพระสงฆ์อยู่ในใจทุกเมื่อ

การที่เราจะสร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ให้อยู่ในใจเราได้ นั้น เราก็สร้างได้โดยการเจริญพุทธานุสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ธรรมมานุสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเจ้า สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ เวลาสร้างโบสถ์ วิหาร หรือเราสละทุนทรัพย์ปัจจัยทั้งหลายนั้น เรียกว่าเราสละนึกถึงในเรื่องทานมัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นเป็นธรรมมาราม ให้มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเราเอง เปรียบประดุจหนึ่งว่า ปัญญาคือพระธรรม ใจเรานี้แหละลูกเป็นพระพุทธปฏิมาที่มันสกัดอยู่ในใจ เราระลึกนึกถึงคุณของพระสงฆ์องค์หนึ่งองค์ใดก็ดี เชื่อว่าเรามีวัดเกิดขึ้นในใจเราแล้ว และก็ให้พยายามสวดมนต์ประจำทุกวัน เวลาตื่นนอนตอนเช้าก็ดี หรือก่อนจะนอนก็ดี ให้เราระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าว่าทรงรู้จริง ทรงบริสุทธิ์จริง และทรงมีพระกรุณาจริง เมื่อเราระลึกนึกถึงเมื่อใด พระคุณเหล่านั้นก็จะพึงปรากฏขึ้นแก่เราเอง ระลึกถึงคุณพระธรรมว่าคำสอนของพระองค์นั้นเป็นของจริง ทรงสอนให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริง และให้ผลคือความหลุดพ้นจากกิเลส และกองทุกข์ทั้งหลายจริง คือให้พยายามตั้งใจรักษาศีล ศีลก็จะรักษาไว้ไม่ให้ตกไปสู่ในที่ชั่ว ปฏิบัติสมาธิให้เกิดเป็นมรรค ให้เกิดเป็นผล และเราก็จะได้ปัญญาในสมาธิ และปัญญาก็จะรักษาเราไว้ ไม่ให้เราตกไปในที่ชั่ว และจะอุดหนุนให้ภูมิของจิตใจเราสูงขึ้นอยู่เสมอ ระลึกถึงคุณของพระสังฆคุณ ที่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงเรา อย่างเรานึกถึงพระสงฆ์รูปหนึ่งรูปใดเป็นอารมณ์ ก็ให้เราหวนระลึกนึกถึงคำพูดคำสอนของท่านเพื่อให้เป็นเครื่องสะกิดใจ สะกิดสติตัวเราไม่ให้เผลอไผลไปในทางที่ชั่ว พระสงฆ์นั้นเป็นนาบุญนาธรรมของโลก ที่สั่งสอนให้ญาติโยมทั้งหลายให้สร้างกุศลทั้งหลาย นอกจากการทำบุญให้ทานแล้ว

ลูกเอ๋ยหลานเอย ควรจะปฏิบัติสมาธิด้วยคือควรหัดทำสมาธิทำใจให้สมาธิให้ตั้งไว้อย่างน้อยวันละนิดวันละหน่อยชั่วครู่ ตอนตื่นในเวลาเช้าและก่อนนอน ทำความสงบใจให้มันเกิดขึ้น กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับการระลึกถึงคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ แล้วเตือนใจตัวเองไว้ว่า เราได้สร้างวัดให้เกิดขึ้นในใจเราแล้ว คือวัดธรรมมาราม และสร้างพระให้เกิดขึ้นในใจเราแล้ว นอกจากนั้นให้เราหมั่นเปิด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือก็ดี เป็นเสียงหลวงปู่ก็ดี หรือจะเป็นเสียงหลวงพ่อ หลวงปู่องค์ไหนก็ดี ให้เราหมั่นตั้งใจมั่นระลึกถึง เพื่อที่จะได้รู้จัก พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นปัญญาในธรรมประการหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็ให้เราตั้งใจพิจารณาสังขารชีวิตร่างกายของคนเรามี ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจอยู่ตลอดเวลา สักวันหนึ่งคนเราต้องจากกันไปอย่างแน่นอน คนเรามีเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้นจึงพยายามให้หมั่นสร้าง ระลึกนึกถึงว่า เราไปหลาย ๆ วัดสร้างอารามให้เกิดขึ้นได้ จงสร้างวัดหรืออารามภายในเกิดขึ้นด้วยนะลูกเอ๊ย หลานเอย

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Friday 19 Sep 08@ 13:01:48 ICT (282 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.33)

 รวมคำสอนหลวงปู่: ขันธ์ 5

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆลูกเอ๊ยหลานเอย บางสิ่งบางอย่างนะลูก คนเราเกิดมามีชีวิต มีความคิด มีความรู้ แต่บางคนนะลูกยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้จักว่า

ขันธ์ 5 คืออะไร
ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ได้อย่างไร
ขันธ์ 5 ประกอบด้วยอะไร

ขันธ์ 5 นั้นประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูป คือ ร่างกายที่เรายึดว่าเป็นตัวเป็นตนของเรา หรือจะพูดให้เข้าใจว่า รูปคือ สิ่งที่มองเห็น สัมผัสได้ เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็ต้องแปรเปลี่ยน แล้วก็ดับไป นี่แหละร่างกายเราคือมหาภูติใหญ่ คือรูป อันรูปนี้ที่มันตั้งอยู่นั้น ที่ประกอบไปด้วยขันธ์ทั้ง 5 เมื่อเรารู้ว่ารูปคือร่างกายแล้ว เราจะไปรู้ได้อีก 4 อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราจะรู้ได้อย่างไร รูปที่มันก่อให้เกิดเวทนา

เวทนา คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เมื่อมันเกิดอาการเจ็บปวดมันรู้ในสิ่งเหล่านั้น ที่มันอยู่ในกายเรียกว่าเวทนา

สัญญา คือ ความจำ ที่เราคิดว่าอะไรหนอเดี๋ยวทำไมจำได้ เดี๋ยวหลงๆลืมๆ เดี๋ยวก็จำได้ อันนั้นเขาเรียกว่าสัญญา คือความจำ

สังขาร คือ การปรุงแต่งของจิต การปรุงแต่งของจิตนั้น สังขารปรุงแต่งเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะวิญญาณ

วิญญาณ คือ ตัวรู้หรือตัวรับอารมณ์ในสิ่งต่าง ๆ

อย่างเช่นตามันมองเห็น มันก็เกิดรู้ เมื่อรู้แล้วสังขารก็ปรุงแต่ง เมื่อสังขารปรุงแต่ง สัญญา คือจำได้ว่าภาพที่เห็นสวยหรือไม่สวย เวทนา ก็รู้สึกชอบไม่ชอบ ส่วนกายนั้นตั้งอยู่ เพียงแต่ว่าทำหน้าที่รับ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เกิดไปตาม 4 สิ่งเหล่านี้ที่รูปตั้งอยู่คือ ร่างกาย ซึ่งบางคนนั้นอาจจะเข้าใจขันธ์ 5 แต่บางคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องขันธ์ 5 ว่าขันธ์ 5 คืออะไร

ให้เราพิจารณาว่าสิ่งที่หลวงปู่พูดให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ มันคืออะไรกันแน่ แล้วมันมีจริงมั๊ยในร่างกายเรานี้ ถ้าเราทำความรู้พร้อมให้เกิดขึ้น โดยใช้ใจพิจารณาดูรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราก็จะรู้ว่า อ๋อ! ในร่างกายเรานี้ขันธ์ทั้ง 5 ที่คนเขาเรียกกันว่า ขันธ์ 5 บางทีเรายังไม่รู้ว่าขันธ์ 5 รู้แต่ว่าตามหนังสือ ตามบาลีที่เขาแปล แต่บางครั้งเรายังไม่เข้าใจ

เราต้องทำความเข้าใจ คือ ศึกษา ที่ว่าศึกษานั้นก็คือ การใช้ใจพิจารณาขันธ์ 5 ให้มันรู้ด้วยใจ ด้วยสติ ด้วยจิตของตัวเอง เมื่อรู้ด้วยจิตแล้วก็พิจารณาให้สิ่งเหล่านั้นมันดับ พอทุกสิ่งทุกอย่างดับหมดแล้วมันก็เป็นอนัตตา เพราะหาตัวตนไม่ได้ มันมีเพียงใจดวงเดียวเท่านั้น บางคนกลัว เพราะบางคนปฏิบัติแล้วนั้น จะรู้สึกว่าร่างกายหาย เหมือนไม่มีร่างไม่มีกายตั้งอยู่ หรือบางคนรู้สึกว่าไม่หายใจเข้า ไม่หายใจออก เลยเกิดความกลัวขึ้นมา แต่พอดูไปเรื่อย ๆ แล้วนี่ สิ่งเหล่านั้นเมื่อมันดับ มันก็จะมีเพียงจิต คือตัวเราแท้ ๆ ตั้งอยู่ โดยไม่มีกายนี้ตั้งอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วลูกเอ๊ยหลานเอย จงพิจารณาในขันธ์ 5 เหล่านี้ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คืออะไร ลองคิดเอาเองนะลูก นั่งดูไปเรื่อย ๆ พิจารณาดูไปเรื่อย ๆ แล้วก็ดับให้ได้นะลูก

ชื่อผู้ส่ง: ลูกหล้าหลานแก้ว

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Wednesday 26 Apr 06@ 03:33:09 ICT (5231 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.54)

 รวมคำสอนหลวงปู่: โลกธรรม 8

รวมคำสอนของหลวงปู่ทองดี อนีโฆทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรเป็นตัวของเราเอง ให้เราพิจารณาดูว่า อะไรเกิดก็ต้องมีเสื่อมเป็นของธรรมดา เหมือนโลกธรรมทั้ง 8

มีคนนินทา ก็ต้องมีคนสรรเสริญ
มีสุขก็ต้องมีทุกข์
มีลาภย่อมเสื่อมลาภ
มียศก็ย่อมเสื่อมยศ


ถ้าเรามาพิจารณาดูง่าย ๆ ถ้าพูดถึงอารมณ์มันก็มีทั้งอารมณ์ผิดหวังและสมหวัง ไม่มีใครหรอกลูกเอ๊ยหลานเอย ในโลกนี้จะพบแต่ความสมหวังตลอดชีวิต มันต้องพบกับคำว่าผิดหวังบ้าง ให้เราวางใจเอาไว้กลาง ๆ เมื่อเวลาเราผิดหวัง เราจะได้ไม่ต้องทุกข์มาก เราหวังอะไรเกินเหตุ เมื่อมันไม่สมหวัง เราก็จะมานั่งเสียอกเสียใจ รำพึงรำพันกับจิตกับใจกับตัวเองถึงความไม่สมหวัง ความปรารถนาดีทางธรรมกับความปรารถนาดีทางโลก มันไม่เหมือนกันนะลูก

ถ้าความปรารถนาดีทางธรรมนั้น เราทำเพื่อที่จะให้มันบรรลุ เราพยายามเพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นกับจิตกับใจของพวกเราทั้งหลาย เมื่อรู้สิ่งใดไม่สมหวัง ถ้าเราปรารถนาดีในทางธรรมเราก็จะรู้เห็นได้ชัด ปรากฎชัดได้ว่านั่นคือโลกธรรมทั้ง 8 คือมีได้ก็ต้องเสื่อมได้ เป็นของธรรมดาในโลกนี้ ไม่ว่าสัตว์หรือบุคคลใดก็แล้วแต่ ย่อมหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่พ้น เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นคน เราก็ย่อมหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่พ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่สมปรารถนาที่ตัวเองคิดไว้

ถ้าเราลองมาเปรียบเทียบผู้ปรารถนาดีทางธรรมกับผู้ปรารถนาดีทางโลกนี้ เราย่อมจะเห็นว่าผู้ประพฤติธรรมนั้นย่อมทำใจได้ดีกว่าผู้ไม่ประพฤติธรรมแก่ผู้ปรารถนาดีทางโลก เพราะฉะนั้นแล้วลูกเอ๊ยหลานเอย จงใคร่ครวญแล้วก็พิจารณา ใช้ปัญญาไตร่ตรองเอานะลูก ว่าเราจะเป็นผู้ปรารถนาดีในทางธรรมหรือเราจะเป็นผู้ปรารถนาดีในทางโลก

แล้วก็ให้หมั่นพิจารณานึกอยู่ในอารมณ์ใจของเราอยู่เสมอว่า เรามีความตายเป็นของธรรมดาแล้ว เมื่อเรารู้ว่าเราเกิดมาเป็นคน เราหนีความตายไปไม่พ้น แล้วสิ่งที่เป็นกุศลสิ่งที่เป็นธรรม ทำไมเราไม่ค่อยปรารถนากันเล่าลูกเอ๊ยหลายเอยแต่สิ่งที่เป็นกิเลสยั่วยุ ทำไมเราปรารถนากันจัง บางคนก็คิดว่า มีเวลาเกิดมาเป็นคนแล้วก็พยายามที่จะหมั่นแสวงหาความสุขทางโลก อันเป็นกิเลส เข้าหาตัวเยอะ ๆ โดยคนเหล่านั้นมักจะคิดในจิตคิดในใจอยู่เสมอว่า การได้เกิดมาเป็นคนนี่มันยากแสนยาก เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วก็ควรชีวิตให้มีความสุข ยินดีกับกิเลสทั้งหลายโดยที่ตัวเองนั้นไม่เคยคิดไม่เคยพิจารณาเลยว่า ความยินดีแสวงหาในความสุขที่เป็นอามิสสุขนั้นเป็นทุกข์ เป็นภัยแก่ตัวเอง แต่คนเหล่านี้มักมองกลับกันว่า ธรรมะเป็นเรื่องงมงาย เรื่องไร้สาระ สิ่งที่เป็นสาระของคนเหล่านี้คือ สุขจอมปลอมชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่คิดหาปรารถนาความสุขชั่วนิรันดร์

ก็น่าสงสารในความคิดของคนเหล่านี้ทั้งหลาย เพราะเมื่อไม่สมปรารถนาแล้ว อย่างที่พูดตั้งแต่ตอนต้นว่าคนเหล่านี้มักทุกข์ทำใจไม่ได้ ลูกเอ๊ยหลานเอย จงพยายามใคร่ครวญใช้สติใช้ปัญญาพิจารณาเอานะลูก เผื่อว่าสักวันหนึ่งเราพลาดพลั้งเผลอไผลต้องตกอยู่ในโลกธรรม 8 เดี๋ยวลูกหลานทั้งหลายจะทำใจไม่ได้ จึงพยายามให้ลูกหลานทั้งหลายหมั่นพิจารณากันอยู่เสมอว่า เราเกิดมาเป็นคนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ต้องตกอยู่ในโลกธรรม 8 ทั้งหมดนะ ลูกเอ๊ยหลานเอย

ผู้บันทึก swbradmin เมื่อ Saturday 08 Apr 06@ 01:32:03 ICT (1738 ครั้ง)
(มีต่อ... | คะแนน: 4.61)

20 เรื่อง (2 หน้า, 10 เรื่องต่อหน้า)
[ 1 | 2 ]

     แบบสำรวจ
ท่านคิดว่า พี่เลี้ยงที่ดีของจิตคืออะไร

สติ
ปัญญา
กิเลส
ตัวสมมติ
สติและปัญญา
กิเลสและตัวสมมติ
ถูกหมดทุกข้อ



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน: 679
คำแนะนำ: 175

     ปฏิทิน
By iDea4me.com
Jun - 2013

     ค้นหา



     เข้าระบบ
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง




All the comments are property of their posters. Images, logo, content and design are © copyright by Sawangburi.com. All Rights Reserved.
PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.09 วินาที