<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>Sawangburi</title>
<link>http://www.sawangburi.com</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>คำกลอนบูชาพระพุทธเจ้าแบบโบราณ</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=123</link>
<description>อิติปิโส ภะคะวา........อะระหังสัมมา.........สัมพุทโธ <br />
นะโมลูกจะไหว้.........พระพุทธเจ้า..........ทั้งห้าพระองค์ <br />
เมื่อจะดับจิตไป.........อย่าได้ไหลหลง......ขอให้ใจจำนง <br />
ตรงทางพระนิพพาน....ให้ได้พบดวงแก้ว.....ขอให้แคล้วบ่วงมาร <br />
ให้พบพระศรีอาริย์......ในลานพระเจดีย์......ให้ได้ไปบูชา <br />
พระจุฬามณี.............พระธาตุทั้งสี่..........ดินน้ำลมไฟ <br />
ได้แก้วสามดวง..........รุ่งเรืองสดใส.........รักษาภายใน <br />
กุศลาธัมมา...............<br />
<br /><br />
อิติปิโส ภะคะวา......อะสาม มานัส...............พระพุทธเจ้าลงมาตรัส <br />
ได้แปดสิบปี..........เขาตัดขันธ์สี่................เขาแบกคัมภีร์ <br />
เข้าสู่พระนิพพาน.....นิพพานประเสริฐ............ลูกขอไปเกิด <br />
ที่พระนิพพาน ........นิพพานประสูติ..............ลูกขอไปอยู่<br />
ที่พระนิพพาน ........ลูกจะไปไหว้พระพุทโธ.....ไหว้พระธัมโม <br />
ไหว้พระสังโฆ..........<br />
<br /><br />
อิติปิโส ภะคะวา............นะโมพระแก้ว<br /> 
ท่านนิพพานไปเสียแล้ว....ทั้งสี่พระองค์ .........เหลือแต่ยอดพระไตร <br />
อย่าได้ไหลหลง...........สืบหาพระองค์.........ทั่วโลกโลกา <br />
พระพุทธเจ้า...............ของเรานี่เอ๋ย .........ไม่ทันเห็นเลย <br />
ลูกบุญน้อยหนักหนา......หล่อรูปแทนกาย.......ไว้ให้บูชา <br />
สวดมนต์ภาวนา...........เจริญพุทธคุณ .........พระเจ้าใจบุญ <br />
ล่วงลับไปเสียก่อน........ทิ้งสาวกไว้.............ไม่มีใครสั่งสอน <br />
เหลือแต่พระธรรม.........แนะนำสั่งสอน.........พระสงฆ์บวร<br />
สอนให้จำศีล .............สงสารมนุษย์..........ล่าสุดใจสิ้น<br />
แบกโง่โผผิน..............บินเข้ากองไฟ <br />
<br /><br />
อิติปิโส ภะคะวา............พระพุทธเจ้า.................ของเรานี่เอ๋ย<br />
ไม่เคยเห็นเลย.............ลูกบุญน้อยหนักหนา........เห็นแต่รูปพระเจ้า<br />
ค่ำเช้าวันทา................สวดมนต์ภาวนา.............ถึงพระพุทธคุณ<br />
พระเจ้าใจบุญ..............นิพพานไปเสียก่อน.........เหลือแต่สาวก<br />
ตกอยู่ในสิงขร.............เวลาเข้าไต้.................ใครเล่าจะสอน<br />
ปีกหางยังอ่อน.............ใครเล่าจะสอนให้ลูกบิน.....สงสารมนุษย์<br />
ตายคุดไปทั้งสิ้น ..........แบกโง่โผผิน.................บินเข้าอัคคี<br />
มะอะอุทุกขัง..............มะอะอุอนิจจัง...............มะอะอุอนัตตา<br />
กุศลาธัมมา................<br />
<br />
หมายเหตุ: หลวงปู่ตรวจทานแล้วว่าถูกต้องตรงตามที่ท่านสวดทุกประการ</description>
</item>

<item>
<title>นมัสการพระพุทธเจ้า 5 พระองค์</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=122</link>
<description>อิติปิโส  ชัยยะ  ชัยยะ  พระกกุสันโธ<br /><br />
อิติปิโส  ชัยยะ  ชัยยะ  พระโกคมโณ<br /><br />
อิติปิโส  ชัยยะ  ชัยยะ  พระกัสโป<br /><br />
อิติปิโส  ชัยยะ  ชัยยะ  พระโคตมโณ<br /><br />
อิติปิโส  ชัยยะ  ชัยยะ  พระศรีอริยเมตรัยโย<br /><br />
นะมะมิสิระสา  อะหังวันทามิ<br /><br />
สัพพะธา  ภะวันตุเต<br /></description>
</item>

<item>
<title>บทสวด หอมศีล</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=121</link>
<description>กลิ่นศีลหอมไปไกล  (ซ้ำ)<br /><br />

ถีงเทพไท้และเทวา<br /><br />

เป็นของพระสัตถา  (ซ้ำ)<br /><br />

บัญญัติมาเป็นแก่นสาร <br /><br />

มีศีลใจเบิกบาน  (ซ้ำ)<br /><br />

กายสังขารก็สดใส<br /><br />

ดอกไม้นานาพันธุ์  (ซ้ำ) <br /><br />

หอมไม่นานก็โรยรา <br /><br />

กลิ่นศีลพระสัมมา  (ซ้ำ)<br /><br />

หอมจากป่าเข้าถึงเมือง<br /><br />

เป็นเรื่องอัศจรรย์  (ซ้ำ) <br /><br />

หอมอยุ่นานก้องพันปี<br /><br />

หอมไปได้ทุกที่  (ซ้ำ)<br /><br />

ผู้ใดมีไม่ตรอมตรม<br /><br />

หอมทวนกระแสลม   (ซ้ำ)<br /><br />

คนนิยมหากมีศีล <br /><br />

เทวินและอินทร์พรหม  (ซ้ำ)<br /><br />

ก็ชื่นชมโมทนา<br /><br />

กษัตราราชินี  (ซ้ำ)<br /><br />

ก็ย่อมมีประดับกาย<br /><br />

ชนชาติภาษาใด   (ซ้ำ)<br /><br />

ไม่มีภัยหากมีศีล<br /><br />

สมเด็จพระมุนิน  (ซ้ำ) <br /><br />

อาศัยศีลถึงนิพพาน <br /><br />

กลิ่นศีลหอมอยู่นาน  (ซ้ำ)<br /><br />

ปัจจุบันยังหอมดี<br /><br />

ขอเชิญบุรุษสตรี  (ซ้ำ)<br /><br />

เอาของดีไปรักษา<br /><br />

เป็นของพระสัมมา  (ซ้ำ)<br /><br />

ไปรักษาปฏิบัติ<br /><br />

กำจัดตัวตัณหา  (ซ้ำ)<br /><br />

กายวาจาเป็นสุขี<br /><br />

ขอบอกกล่าวเพียงเท่านี้  (ซ้ำ)<br /><br />

สวัสดีทุกท่านเทอญฯ.........<br /><br />

</description>
</item>

<item>
<title>อยากเป็นเจ้า</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=120</link>
<description>คนเรามักยึดติดอยู่ในอารมณ์รัก  โลภ   โกรธหลง   ดีใจ เสียใจ  อารมณ์เหล่านี้ยากที่จะตัดได้  แต่เราจำเป็นต้องรู้จักที่จะระงับอารมณ์เหล่านั้นไว้ให้ได้คนที่ใช้อารมณ์เหล่านี้ฟุ่มเฟือย    จะเป็นคนที่มีความอดทนน้อย  อะไรนิด อะไรหน่อยก็ทนไม่ได้   อารมณ์เหล่านี้จะนำมาซึ่งความทุกข์  ก่อให้เกิดความเสียหายและไม่มีผลดีอะไรเลย<br /><br />
หลวงปู่ท่านมักจะพูดเปรียบเทียบให้ลูกหลานได้ยินได้ฟังว่า พวกมึงนี่ อยากเป็นเจ้ากันจัด คำว่า อยากเป็นเจ้ากัน นั้นคือ<br />
๑. เป็นเจ้าแห่งความโกรธ  <br />
๒. เป็นเจ้าแห่งความโลภ  <br />
๓. เป็นเจ้าแห่งความหลง  <br />
๔. เป็นเจ้าแห่งกามราคะทั้งหลาย  <br />
๕. เจ้ายศเจ้าอย่าง
<br /><br /><br />  
พวกมึงชอบกันนักหรือ หรือว่าอยากจะเป็นเจ้าเกิดมาทั้งทีต้องเป็นเจ้าให้ได้  อยากเป็นเจ้าอารมณ์โกรธ  มึงคิดว่าดีใช่มั้ย  ถ้าคิดว่ามันไม่ดีก็อย่าอยากที่จะเป็นเจ้าแห่งอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น</description>
</item>

<item>
<title>เขียนให้เป็น</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=119</link>
<description>ถ้าเราใช้ชีวิตให้อยู่อย่างพอเหมาะพอดีเราทุกคนคงจะไม่มีความวิตกทุกข์ร้อนกับความไม่พอใจในชีวิตของตนเอง<br />

หลวงปู่ท่านเคยถามลูกหลานว่า   พวกมึงเขียนตัว พ.พาน   กันเป็นมั้ย   ลูกหลานทุกคนตอบว่า  เขียนเป็น  เขียนได้  แล้วมึงเขียนกันถูกมั้ย   ทุกคนก็ตอบว่าเขียนถูก แล้วหลวงปู่ท่านก็ย้อนถามว่า  แล้วพวกมึงรู้ความหมายของอักษรตัวนี้มั้ย   แต่ละคนก็มีคำตอบของตัวเอง   ซึ่งเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกัน บ้าง หลวงปู่ท่านจึงเฉลยให้ฟังว่า ตัว  พ.พาน  นั้น  ความหมายก็คือ  พอ  คนเราถึงจะมีทรัพย์มีสมบัติ   มีชื่อเสียง มีเกียรติยศมากมายแค่ไหนก็แล้วแต่  ถ้ายังเขียนตัว  พ.พาน    คือ  พอ  ไม่เป็นมันก็จะมีแต่ความทุกข์  ถ้าเขียนเป็นมันก็จะมีความสุข  มึงเข้าใจมั้ย  คำว่า  พอ  พ.พาน  คือ พอ   เขียนให้เป็นเน้อ
<br /><br />
คนมีธรรมรู้จักพอ  คนมีกิเลสไม่รู้จักพอ<br />
คนมีธรรมรู้จักคำว่า  พอ   และพยายามคิดพึ่งตนเอง</description>
</item>

<item>
<title>สมบัติที่พ่อแม่ทิ้งให้พวกเรา</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=118</link>
<description>พ่อแม่ คือ  พระในบ้าน   เหตุที่ท่านทั้ง ๒ ได้นามว่า  เป็นพระ นั้น เพราะท่านมีความเป็นพระ  คือ มีคุณธรรมความดีอยู่ในตัว และปฏิบัติภารกิจอันเป็นหน้าที่ของตัวอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  ทั้งในด้านจิตใจที่เปี่ยมล้นด้วยความรัก ความปรารถนาดี  และความสงสาร อันเป็นเหตุชักจูงให้ท่าน ได้เอื้อเฟื้อ    เผื่อแผ่  เสียสละ  ยอมเป็น ผู้ให้ อยู่ตลอดมา<br /><br />
หลวงปู่ท่านมักจะสอนบรรดาลูกหลานเสมอว่า พ่อแม่เป็นผู้ให้  ให้ตั้งแต่เกิดจนตาย  พ่อแม่ไม่เคยเอาอะไรไป  ทิ้งไว้ให้ลูกหลานทั้งหมด  ความเจ็บแม่ก็ทิ้งไว้ให้  ความแก่แม่ก็ทิ้งไว้ให้  ความพลัดพรากแม่ก็ทิ้งไว้ให้  ความตายแม่ก็ทิ้งไว้ให้   แม้แต่ร่างกายของพ่อแม่ก็ทิ้งไว้ให้  พ่อแม่ไม่เคยได้เอาอะไรไป ทิ้งเป็นสมบัติให้พวกเราได้พิจารณาว่า  สักวันหนึ่งเราก็ต้องมีความเจ็บ    สักวันหนึ่งเราก็ต้องมีความพลัดพราก สักวันหนึ่งเราก็ต้องมีความแก่  สักวันหนึ่งเราก็ต้องมีความตาย นี่แหละพ่อแม่ไม่เคยเอาอะไรไป ทิ้งสมบัติทั้งหลายเอาไว้ให้พวกเราได้พิจารณาว่า  พ่อแม่คือ  ผู้ให้ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ว่าเป็นสมบัติภายนอกทั้งหลาย   หรือสมบัติที่เป็นครูที่ดีของเรานั้น  พ่อแม่ไม่เคยเอาไปนะลูกเอ๊ยหลานเอ๊ย
</description>
</item>

<item>
<title>ช่างติ</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=117</link>
<description>ธรรมดาคนเรานั้นว่าโดยทั่วไปแล้ว  แต่ละคนย่อมมีข้อดีบ้าง  ข้อเสียบ้าง   มากบ้างน้อยบ้าง  จะหาคนดีครบถ้วนบริบูรณ์   ไม่มีข้อบกพร่องเลยคงหาไม่ได้หรือแทบจะไม่มี  บางทีในแง่ที่เราว่าดี  คนอื่นว่าไม่ดี  บางทีในแง่ที่เราว่าไม่ดี   คนอื่นว่าดี  เรื่องราวหรือการกระทำของคนอื่นที่ทำให้เราไม่พอใจ ก็เป็นจุดอ่อน  หรือข้อบกพร่องของเขาอย่างหนึ่ง  หรืออาจเป็นแง่ที่ไม่ถูกใจเรา ทำให้เราไม่พอใจ  ก็อย่ามัวนึกถึงแต่จุดนั้นแง่นั้นของเขา  ให้หันไปมองในความดีหรือจุดอื่นที่ดีๆของเขาบ้าง<br /><br />
คำว่า  ช่างติ   นี้   ในวัดนี้มีการก่อสร้างถาวรวัตถุหลายช่างด้วยกัน บางช่างก็ทำดี บางช่างก็ทำไม่ดี บางครั้งก็ได้มีคนไปกราบเรียนหลวงปู่ท่านว่า ช่างทำงานไม่ค่อยเรียบร้อย หลวงปู่น่าจะติ ตำหนิติเตียนช่างบ้าง  หลวงปู่ท่านบอกว่า กูไม่ใช่ช่างติ เพราะกูทำไม่เป็น เราติคนอื่น ตัวเราทำได้มั้ย  ถ้าตัวเราทำไม่ได้อย่าเป็นคนช่างติ  เพราะถ้าช่างติเดี๋ยวมันก็โดยเตะ  เราจงติตัวเอง  ถ้าเราทำเป็นทำไมเราไม่ทำ  ก็ในเมื่อเราทำไม่เป็น  ก็อย่าไปติคนอื่นเขา  อย่างเรามองคนอื่นไม่ดีแล้วเราก็ไม่ดีตามเขานี่จะเรียกว่า เราดีกว่าเขาได้อย่างไร จงพิจารณาดูตัวเอง อย่าเป็นคนช่างติ
</description>
</item>

<item>
<title>จงเป็นผู้แพ้แล้วเราคือผู้ชนะ</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=116</link>
<description><span><strong>เมตตามีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่งคือ ความโกรธ</strong></span><span>  เมื่อใดที่เราโกรธ เมตตาก็จะหลบหาย ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น   ส่วนความโกรธทั้งที่ไม่ต้องการแต่ก็ไม่ยอมหนีไป  บางทีจนปัญญาไม่รู้จะขับไล่หรือกำจัดให้หมดไปได้อย่างไร</span><br /><span>หลวงปู่ท่านสอนว่า </span><strong><span>ต้องให้เราเป็นผู้แพ้แล้วเราจะเป็นผู้ชนะ</span><span> </span></strong><span> ทีแรกก็สงสัยเอ๊ะ</span>!<span>ทำไม ?   จนต่อมาข้าพเจ้าก็ได้คำตอบ   ข้าพเจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับสามีของข้าพเจ้าไม่พูดคุยกัน อยู่ด้วยกันก็ไม่เข้าใจกัน  จนหลวงปู่บอกว่า   มึงจงเป็นผู้แพ้แล้วมึงก็จะเป็นผู้ชนะ ข้าพเจ้าก็สงสัยว่าเป็นผู้แพ้แล้วจะเป็นผู้ชนะได้อย่างไร  หลวงปู่ท่านบอกว่า </span><br /><span>๑. มึงจงพูดคุยกับผัวมึงซะ </span><br /><span>๒.มึงอย่าถือทิฐิ   ถือมานะ  ที่จะเป็นผู้ชนะซึ่งกันและกัน  </span><br /><span>๓. มึงเป็นผู้แพ้คือไปง้อผัวมึงก่อน</span><br /><span><strong>นั่นแหละคือ มึงเป็นผู้ชนะ  ชนะอะไร?  มึงก็ชนะใจตัวมึงเอง </strong></span>  <strong><span>นั่นแหละจึงจะเรียกว่า  ผู้ชนะที่แท้</span></strong><span><strong>จริง ยอมแพ้แค่คำพูด   แต่มึงเป็นผู้ชนะใจตัวมึงเอง  อัตตาหะเวทิตังเสโย   การชนะตนนั่นแหละเป็นของที่ดี  เป็นของที่ยาก  ถ้ามึงชนะใจตัวมึงเอง นั่นแหละมึงยอมแพ้ในคำพูดแล้วมึงจะเป็นผู้ชนะใจตัวเอง</strong></span><span>   มึงโกรธกันไปด้วยเรื่องอะไร  มันไม่เห็นดีตรงไหนเลย  คิดดูให้ดีๆนะ</span></description>
</item>

<item>
<title>จงพยายามดูตัวเองอย่าไปดูคนอื่น</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=115</link>
<description><span>คนเราทุกวันนี้มีทุกข์  เพราะไม่มีสติจะมาดับทุกข์  บางครั้งมีปัญหาแต่หาทางออกไม่ได้    เพราะไม่มีสติ</span><br /><span>บางครั้งคนเราหวาดหวั่น  สับสน   และโกรธเคือง   เพราะความไม่มีสติ  และไม่รู้จักใช้ปัญญามาควบคุมจิตใจตัวเอง</span><br /><span>คนเราโดยทั่วไปมักชอบว่ากล่าวผู้อื่น ชอบเสียดสีผู้อื่นอยู่เสมอ บางทีเห็นคนที่ไม่ถูก เห็นคนที่ไม่ชอบตัวเองพูดคุยกัน ก็มักคิดเองเออเองอยู่เสมอว่า   คนเหล่านั้นอาจจะนินทาว่ากล่าวพวกตน  ก็เกิดมีจิตขุ่นมัวขึ้นมา   จนอยู่มาวันหนึ่งข้าพเจ้าได้กราบเรียนถามหลวงปู่ถึงบุคคลประเภทนี้  หลวงปู่ท่านได้ให้คำตอบสั้นๆว่า </span><span><strong>มึงจงดูตัวของมึงเอง</strong></span>  <span><strong>มึงอย่าไปดูคนอื่น</strong></span><span>   ข้าพเจ้าก็เลยได้สติว่า   ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง เราจงดูใจตัวเราเอง ว่าเรากำลังเป็นอะไร  เรากำลังทำอะไรอยู่  ขณะที่เราคิดว่า   เขาว่ากล่าวเรา  เราก็เป็นทุกข์แล้ว  แล้วเราจะไปใส่ใจเขาทำไม  </span><span>ทุกอย่างในชีวิตจะราบรื่นไปได้ด้วยดี    ก็ด้วยการใช้สติและปัญญาเป็นที่ตั้ง</span></description>
</item>

<item>
<title>เรือออกจากท่าพึ่งจะไปตัดถ่อ</title>
<link>http://www.sawangburi.com/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=114</link>
<description><span>บางครั้งคนเรามักสนุกสนานไปกับชีวิต   เป็นทุกข์กับชีวิต  แต่จะมีใครคิดพิจารณาว่าชีวิตที่ผ่านมานั้นดำเนินมาอย่างไร และจะดำเนินต่อไปอย่างไร</span><br /><span>เมื่อถึงตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่เราจะลองเริ่ม</span><span>ต้นคิดและพิจารณาถึงเรื่องของชีวิตที่ผ่านมา ที่กำลังเป็นอยู่  และที่กำลังจะมาถึงให้ละเอียดกว่าที่เคยเป็น</span><br /><span>หลวงปู่มักพูดเปรียบเทียบให้พวกข้าพเจ้าฟังว่า </span><br /><strong> <span>เรือออกจากท่าพึ่งจะไปตัดถ่อ </span></strong><span>   เปรียบเหมือนว่าพวกเราทั้งหลายนี้   ตอนมีชีวิตอยู่นั้น ไม่เคยคิดที่จะสร้างดี   สร้างบุญ  สร้างกุศลเข้าหาตัวเราเองเลย  เราพยายามที่จะสร้างอกุศลกรรมคือ กรรมชั่ว สร้างแต่ในสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น    เปรียบเหมือนว่าเมื่อเราใกล้จะตายนั้นเราพึ่งมาภาวนาว่า    พุทโธ     พุทโธ    หรือสัมมาอะระหัง โดยให้คนอื่นเป็นผู้บอก มันก็เปรียบไม่มีเวลาที่เราจะได้สติ จะได้สัมปชัญญะ  ซึ่งมันสายเกินกว่าที่จะเยียวยา   สายเกินกว่าที่จะแก้แล้วในขณะ</span><br /><span>นั้น หลวงปู่ให้พิจารณาว่า ให้เราเริ่มตัดถ่อไว้หรือเรือออกจากท่าแล้วค่อยตัดถ่อ  </span><br /><div><strong><span>ลองพิจารณาดูว่ามันจะมีประโยชน์แค่ไหนกับการที่เรือจะออกจากท่าแล้วเพิ่งตัดถ่อ</span></strong></div><br /></description>
</item>

</channel>
</rss>